วันนี้อ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่ม อ่านเพื่อสนุกแต่พอจบกบได้ความคิดมากมาย อยากเอามาเล่าแล้วถามว่าทุกคนคิดอย่างไร จะเล่าย่อให้ฟังนะ
เรื่องราวมีอยู่ว่าในสมัยที่แผ่นดินยังไม่รวมกันเป็นปึกแผ่นอย่างที่ทุกวันนี้เป็นมีกาตย์หนุ่ม ชื่อว่า นรสิงห์ สีหบดี ได้มีดำริว่าเราต้องรวมแผ่นดินมิเช่นนั้นเมื่อมีข้าศึกจากต่างถิ่นมารุกรานเราก็จะล่มสลาย ทำให้พระองค์คิดที่จะรวมเมือง แต่ เมื่อรวมเมืองมาได้จนเกือบหมดก็มาติดที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งเมืองนี้ไม่ว่าตียังไรก็ไม่แตกเพราะคาถาอาคมที่ลงไว้นั้นเข้มแข็งมาก จนทำให้พระเจ้านรสิงห์ เริ่มที่จะคิดหาทางที่จะทำลายอาคมนั้นจึงให้โหรทาย สมัยก่อนจะมีดวงเมืองกับขวัญเมืองหากทำลายมันลงได้ก็จะทำลายเมืองได้เช่นกัน แต่ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าขวัญเมืองกับดวงเมืองนั้นอยู่ที่ใด ซึ่งวิธีที่ใช้กันมาในทุกยุคทุกสมัยก็คือการหา หนอนบ่อนไส้ ถ้าทำลายทำลายจากข้างในย่อมดีกว่าเสมอ โรมก็แตกจากข้างในเหมือนกัน
ในเมืองนั้นในสมัยก่อนเจ้าเมืองจะมีเมียหลายคนและทำใหเกิดความริษยากันเสมอๆ ซึ่งเมืองนี้ก็เช่นกัน เมียซ้ายอยากให้ลูกของตนเองเป็นใหญ่จึงยอมที่จะบอกว่า ดวงเมืองกับขวัญเมืองนั้นอยู่ที่ใด โดยมีข้อแม้ว่าต้องให้ลูกตนนั้นนั่งเป็นผู้ปกครองเมืองต่อไป ซึ่งพระเจ้านรสิงห์ก็ทรงให้สัจจะวาจาไว้ว่าจะให้ปกครองต่อ ความริษยานั้นไม่เคยให้ผลดีกับใครเลย เมื่อพระเจ้านรสิงห์ได้ทราบก็เริ่มดำเนินการทันที ปกติเค้าจะผูกดวงเมืองและขวัญเมืองไว้กับแผ่นศิลา แต่ที่เมืองนี้ไม่ใช่ พระเจ้านรสิงห์ให้คนเดินทางกลับไปที่เมืองของตนเองให้นำเอาผีเสื้อชนิดหนึ่งมาซึ่งผีเสื้อชนิดนี้ถ้าเราให้กินน้ำหวานปกติก็จะเป็นผีเสื้อปกติแต่ถ้าเราให้กินน้ำหวานพิษก็จะเป็นอาวุธที่ร้ายแรงทีเดียว
แม่ทัพใหญ่ของเมืองนี้มีภรรยาและลูกสาวอายุประมาณ 5 ขวบที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดูสิ่งที่พระเจ้านรสิงห์ทำนั้นคือการเอาผีเสือมาขายในตลาดเมื่อเด็กเห็นชอบแต่หลังจากซื้อกลับไปไม่นานเด็กน้อยก็เริ่มป่วย อาการป่วยก็แสนประหลาดร่างกายเหมือนขาดน้ำ เริ่มแห้งและปริแตก พ่อแม่เห็นแทบขาดใจ เจ้าเมืองซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงหาหมอทั่วเมืองแต่ไม่สามารถแก้พิษได้ และแล้วก็ถึงคืนเดือนเพ็งหรือคืนจันทร์เต็มดวง (ในสมัยโบราณคนเรานับถือเทพเจ้าทั้งหลายจากธรรมชาติ เช่น พระอาทิตย์ พระจันทร์ เป็นต้น) แม่ของเด็กได้สาปแช่งว่า "มันผู้ชั่วร้าย แม้ในช่วงบูชาเพ็งที่ควรมีแต่เสียงสรรเสริญมันยังสร้างเสียไห้ในเรื่อนนี้ มันทำร้ายได้แม้เด็กไร้เดียงสา ข้าแห่งพระเพ็ง ข้าขอสาปแช่ง ขอให้มันเจ็บปวดทรมาณยิ่งกว่าลูกน้อยเป็นร้อยเท่าทวีคูณตราบเท่าชีวิตมัน
พอถึงคืนเดือนเพ็งถัดไปพระเจ้านรสิงห์ก็ส่งคนมาบอกให้แม่ทัพรู้ว่าหากแม่ทัพไม่ทำลายขวัญเมืองสะก็รอวันตายของลูกน้อยได้เลย แต่แม่ทัพกลับตอบกลับไปว่า ชีวิตนี้เค้ามีเจ้าเหนือหัวเพียงองค์เดียว มีแผ่นดินเพียงแผ่นดินเดียว ไม่ขอทรยศเมื่อผู้นำสารกลับไป เมียของแม่ทัพก็พูดว่าจะไปทำลายขวัญเมืองเพราะอยากช่วยลูก แต่แม่ทัพกล่าวว่าทำไม่ได้เพราะกษัตรย์เมืองนี้ได้แก้ไขไว้ไม่ได้เอาขวัญเมืองและดวงเมืองไว้ที่ศิราเพราะไม่อยากให้ถูกทำลายโดยง่าย เมียของแม่ทัพโวยวายและร้องไห้ราวกับจะขาดใจและยากจะช่วยลูกน้อยมากๆ แต่แม่ทัพพูดว่าลูกเป็นแก้วตา เมียเป็นดวงใจแต่ เมืองเป็นชีวิต เค้าไม่สามารถสละได้ ในขณะที่เมียร้องไห้นั้น ทางเลือกของแม่ทัพมีเพียงทางเดียว เค้าหลอกเมียเค้าให้ไปเอาผีเสื้อที่อยู่เรือนหลังมา ส่วนตัวเค้าเองก็เข้าไปหาลูก เหตการณ์มีดังนี้
ออกไปให้หมดทุกคน เมื่ออยู่เพีงลำพัง แม่ทัพก็นั่งลงบนตั่งของลูก ประคองลูกไว้บนตัก
"บ้าแท้ น้ำจากไหนหนอมาบดบังไม่ให้ข้าได้เห็นใบหน้าอันน่ารักน่าชังของลูกน้อย ผีป่าตนไหนหนอกทำให้ดวงตาข้าเจ็บจนแทบลืมไม่ขึ้น แล้วหัวใจข้าเล่า ทำไมมันปวดร้าวไปหมด มือหนึ่งประคองศีรษะลูกไว้ อีกมือปาดน้ำตาที่หลังออกมาสุกท้ายแมทัพสูดลมหายใจ สงบอารมณ์อาดูร กระพริบตาอีก 2 ครั้งเพื่อมองดูบุตร
รู้ไหมว่าพ่อรักเจ้า ร่างในอ้อมกอดของเค้าไม่มีเรียวแรงที่จะขยับหรือไหวติง ถ้าทำได้พ่อยอมเจ็บแทนเจ้า ยอมตายแทนเจ้า เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าพ่อรักเจ้าเท่าเทียมชีวิตพ่อ แต่มีอย่างอื่นที่พ่อรักมากกว่าชีวิตพ่อ พ่อรักและเทิศทูนแผ่นดินและเหนือหัวมากกว่าชีวิตพ่อ พ่อไม่หวังให้เจ้าเข้าใจ แต่หวังว่าเจ้าและแม่ของเจ้าจะให้อภัยแก่พ่อ แม้ว่าชีวิตพ่อนับแต่ลมหายใจเข้าออกครั้งนี้จะมิมีวันให้อภัยตนเองเลย เค้ากอดลูกเป็นครั้งสุดท้ายฝืนทนไม่ให้น้ำตาไหล เพราะเค้ามิอาจพลาดได้ ลูดทรมาณพอแล้ว เค้าต้องระวังไม่ให้แก้วตาดวงใจของเค้าต้องทรมาณเพราะความไม่แม่นยำอีก
พ่อรักเจ้า แต่มิอาจทรยศต่อแผ่นดิน อภัยให้พ่อด้วยเทิศ หลับเถิดลูกน้อยของพ่อ ต่อไปนี้เจ้าจะไม่เจ็บปวดใดๆอีกเลย ความเจ็บปวดทั้งมวล พ่อขอรับไว้แทน เพียงกดครั้งเดียว มีดคมก็ตัดขั้วหัวใจของเด็กน้อย ร่างของหนูน้อยไม่มีเรียวแรงต่อต้านมีเพียงดวงตาที่เบิกกว้าง ก่อนแววแห่งชีวิตจะมอดลง
เมื่อเมียเค้ากลับมานางก็ร่ำไห้แทบขาดใจไล่เค้าออกไปแล้วอุ้มลูกน้อยวิ่งแต่ก่อนไปนางพูดว่า
ข้าเคยบอกท่านใช่ไหมว่า ในชีวิตนี้ข้ามีที่รักอยู่ สองสิ่ง คือ สามีและลูกแต่ตอนี้ข้าหมดสิ้นทุกสิ่ง ค่ำนี้ใต้พระเพ็งสุกสว่าง ข้าเสียของรักของข้าสองอย่าง คนอย่างข้าเมื่อเสียไปเท่าใด เขาผู้พรากทุกสิ่งไปจากข้าต้องสูยเสียเท่ากัน แล้วนางก็ฆ่าตัวตายด้วยมีดเล่มเดียวกัน
เมื่อขวัญของผู้เป็นเจ้าของร่างหายไปแล้วใยขวัญเมืองจะอยู่เล่า ในคืนนั้นเองเมืองก็ถูกตีแตก
เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นมาหลายพันปีก่อนที่จะถูกนำมาเล่าซึ่งผู้ที่เล่า เป็นผู้ชายแก่ดูอายุมากเสียจนเหมือนกับวว่าผิวหนังจะสามารถปลิวหลุดออกจากร่างได้ทุกเมื่อ ชายแก่ได้เล่าเรื่องราวต่างๆนี้ให้กับผู้หญิงชายคู่หนึ่งได้ฟัง ซึ่ง คำสาปที่เกิดจากพระเพ็งทำให้กษัตย์นรสิงห์เป็นอมตะและต้องอยู่ทนทุกข์ทรมาณเพื่อที่จะรอวันที่จะได้ไถ่โทษ การมีชีวิตยาวนาน ทรมาณมากกว่าตายเพราะเราต้องคอยดูคนที่เรารักจากเราไปโดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย ผ่านมาพันกว่าปีเค้ามาเล่าเพียงเพื่อขอโทษเพื่อที่จะให้บาปกรรมที่ทำไว้ต่อกันหายไป คนในสมัยก่อนนั้นไม่พูดโกหก มีวาจาสัตย์ ทำให้เวลาสาปแช่งใครนั้นเป็นจริงเสมอ
เมื่อเล่ามาจนจบสิ่งที่อยากรู้คือ แม่ทัพผิดไหมที่ฆ่าลูกตนเอง การที่เป็นแม่ทัพเห็นบ้านเมืองสำคัญกว่าเห็นคนนับร้อยนับหมื่นสำคัญกว่าคนสองคนคือลูกและเมียผิดไหม
เมียแม่ทัพผิดไหมที่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับ
นรสิงห์ผิดไหมทั้งๆที่ใจจริงแค่ต้องการเมืองที่สงบ รวมเมืองเพื่อความมั่นคง เชื่อว่าตนเองทำได้ เสียน้อยเพื่อผลรวมที่ยิ่งใหญ่ การทรมาณนับพันปีพอไหม
ทุกคนมีเหตุผลของตนเอง แล้ว ใครควรจะผิดใครควรจะถูก ใครบอกได้ว่าอันไหนผิดและอันไหนถูก เมื่อมีสงคราม เราไม่ฆ่าเค้า เค้าก็ฆ่าเรา สรุปแล้วใครผิด แล้วความผิดใหญ่แค่ไหนถึงอภัยได้ ตอบนิยาย ก็เมืองตอบชีวิต ตอบตนเอง เราอาจจะไม่ทำร้ายแรงถึงฆ่าใคร แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราตัดสินใจนั้นไม่ได้นำซึ่งความทุกข์ทรมาณใจแก่ผู้อื่น เพราะมันเป็นสิ่งที่เราคิดอยู่คนเดียว เหตุผลก็ของเรา ความผิดอยู่ที่ไหน วัดได้จากอะไร ใครเป็นผู้วัด หรือผู้ตัดสิน