อ๋อซียูดอทเน็ต - aurseeyou.net

 

ผู้เขียน หัวข้อ: เปรต  (อ่าน 9894 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ กระต่ายนิ้วเดียว

  • Administrator
  • Sr. Member
  • ******
  • กระทู้: 984
  • Karma: +119/-37
  • There is no place like 127.0.0.1
Re: เปรต
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 06:08:34 PM »
เพิ่มเติมจากคุณ trp2002 อีกหน่อยนะครับ ในประเด็นเรื่องนมที่คุณตัดมานั้นถูกต้องแล้ว เพียงแต่ไม่ครบถ้วนครับ ขอเพิ่มเติมให้ละกัน จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๕  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ อ่านเต็มๆได้ดังนี้

===============================

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครภัททิยะตามพระพุทธาภิรมย์ แล้ว
ไม่ได้ทรงลาเมณฑกะคหบดี เสด็จพระพุทธดำเนินไปทางชนบทอังคุตตราปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป เมณฑกะคหบดีได้ทราบข่าวแน่ชัดว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จพระ
พุทธดำเนินไปทางชนบทอังคุตตราปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป จึงสั่ง
ทาสและกรรมกรว่า พนายทั้งหลาย ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงบรรทุกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสาร
บ้าง ของขบฉันบ้าง ลงในเกวียนให้มากๆ และคนเลี้ยงโค ๑,๒๕๐ คน จงพาแม่โคนม ๑,๒๕๐ ตัว
มาด้วย เราจักเลี้ยงพระสงฆ์ด้วยน้ำนมสดอันรีดใหม่ที่มีน้ำยังอุ่นๆ ณ สถานที่ๆ เราได้พบ
พระผู้มีพระภาค ครั้นเมณฑกะคหบดีตามไปพบพระผู้มีพระภาค ณ ระหว่างทางกันดาร จึงเข้าเฝ้า
พระผู้มีพระภาค ถวายบังคมยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลอาราธนาว่า พระพุทธเจ้าข้า
ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณาโปรดรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า
เพื่อเจริญบุญกุศลและปิติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดย
ดุษณีภาพ ครั้นเมณฑกะคหบดี ทราบการทรงรับอาราธนาของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากที่นั่ง
ถวายบังคมทำประทักษิณกลับไป แล้วสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีต โดยผ่านราตรีนั้น
แล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหาร
เสร็จแล้ว.
             ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเสด็จพระพุทธ-
*ดำเนินเข้าสถานที่อังคาสของเมณฑกะคหบดี ครั้นแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงเมณฑกะคหบดีสั่งคนเลี้ยงโค ๑,๒๕๐ คนว่า พนายทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น
จงช่วยกันจับแม่โคนมคนละตัว แล้วยืนใกล้ๆ ภิกษุรูปละคนๆ เราจักเลี้ยงพระด้วยน้ำนมสด
อันรีดใหม่ที่มีน้ำยังอุ่นๆ ครั้นแล้วได้อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนีย-
*โภชนียาหารอันประณีต และด้วยน้ำนมสดอันรีดใหม่ด้วยมือของตน จนให้ห้ามภัตรแล้ว ภิกษุ
ทั้งหลายรังเกียจ ไม่ยอมรับประเคนน้ำนมสด พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จงรับประเคนฉันเถิด.
             เมื่อเมณฑกะคหบดีอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหาร
อันประณีต และด้วยน้ำนมสดรีดใหม่ด้วยมือของตนจนยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสร็จ ทรงนำ
พระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมณฑกะคหบดีนั่งอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า มีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า หนทาง
กันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไป ทำไม่ได้ง่าย ขอประทานพระ
วโรกาส ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตเสบียงเดินทางแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เมณฑกะคหบดีเห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง
ด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับไป หลังจากนั้นพระองค์ทรงทำธรรมีกถา
ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโครส ๕ คือ นมสด นมส้ม เปรียง เนยข้น เนยใส.

***** ตรงนี้เหมือนกันกับคุณ trp2002 ครับ แต่ต่อจากนี้คือข้อความส่วนที่ขาดหายไป *****

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัตอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไป
ทำไม่ได้ง่าย เราอนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้ คือ ภิกษุต้องการข้าวสาร พึงแสวงหาข้าวสาร
ต้องการถั่วเขียว พึงแสวงหาถั่วเขียว ต้องการถั่วราชมาส พึงแสวงหาถั่วราชมาส ต้องการเกลือ
พึงแสวงหาเกลือ ต้องการน้ำอ้อย พึงแสวงหาน้ำอ้อย ต้องการน้ำมัน พึงแสวงหาน้ำมัน
ต้องการเนยใส ก็พึงแสวงหาเนยใส.

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการก
สั่งว่า สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรา
มิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆเลย.


===============================

นั่นก็หมายถึงหากถึงคราวจำเป็นท่านก็อนุญาติให้หาอาหารเหล่านั้นได้ครับ หากอยู่ในสถานที่ที่มีอาหารการกินบริบูรณ์ก็ยังอยู่ในข้อกำหนดหลายๆข้อครับ

เช่น

===============================

ที่ชื่อว่า นมสด ได้แก่ น้ำนมโค น้ำนมแพะ น้ำนมกระบือ หรือน้ำนมสัตว์ที่มีมังสะเป็นกัปปิยะ.

             ภิกษุไม่เป็นไข้ ขอเขามาเพื่อประโยชน์ตน เป็นทุกกฏในประโยค ได้มารับประเคนไว้ ด้วยตั้งใจว่า จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะทุกๆ คำกลืน.

บทภาชนีย์

ติกะปาฏิเทสนียะ

             ภิกษุไม่เป็นไข้ สำคัญว่าไม่เป็นไข้ ขอนมสดมาฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ.
             ภิกษุไม่เป็นไข้ มีความสงสัย ขอนมสดมาฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ.
             ภิกษุไม่เป็นไข้ สำคัญว่าเป็นไข้ ขอนมสดมาฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ.

ทุกะทุกกฏ

             ภิกษุเป็นไข้ สำคัญว่าไม่เป็นไข้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
             ภิกษุเป็นไข้ มีความสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ

             ภิกษุเป็นไข้ สำคัญว่าเป็นไข้ ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

             อาพาธ ๑ อาพาธขอได้มา หายอาพาธแล้วจึงฉัน ๑ ฉันนมสดที่เหลือของภิกษุผู้อาพาธ
๑ ฉันนมสดของญาติ ๑ ฉันนมสดของคนปวารณา ๑ ขอเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑ จ่ายมาด้วยทรัพย์
ของตน ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๗ จบ.

===============================

ไม่แน่ใจว่าอ่านแล้วจะงงกันไหม แต่ตามนั้นครับ

trp2002

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 07:03:49 PM »
ขอบคุณ คุณอ๋อมากครับ อธิบายได้ลึกซึ้งดีมากเลย

เรื่องนมที่ผมบอกว่าพระฉันได้นั้นมิใช่ฉันเป็นปานะครับ ให้ฉันพร้อมอาหารได้เท่านั้นหลังจากฉันเสร็จแล้วจะเอามาฉันอีกไม่ได้ ถ้าฉันเป็นปานะก็อาบัติครับ แม้แต่น้ำผลไม้ก็ยังห้ามมีกากเลย และเก็บไว้ได้เพียง 7 วันเท่านั้น ขออภัยนะครับที่ยังหาข้อความในพระไตรปิฎกมาอ้างอิงยังไม่ได้ แต่หลวงพ่อท่านสอนมา และท่านก็จะสอนตามพระไตรปิฎกตลอดครับ เดี๋ยวหามาได้แล้วจะมาโพสให้ใหม่นะครับ

เรื่องผลไม้มีเมล็ดก็อย่างที่บอกครับ ถ้าพระท่านไม่ทราบวินัยข้อนี้เราก็ช่วยท่านเลี่ยงก็เป็นการดี แต่ที่วัดปาลิไลยวัน อยู่บนเขา ที่ชลบุรี ท่านจะถามทุกครั้งครับที่เราถวายผลไม้  ก็ไม่แน่ใจว่าที่ไหนถามอีกครับ เรื่องวินัยท่านจะเน้นตามพระไตรปิฎกมากๆ ถ้าท่านใดผ่านไปก็แวะไปทำบุญได้ครับ ท่านจะฉันมื้อเดียวตอนเช้า 8 โมงครับ

เรื่องอ่านพระไตรปิฎก นับถือ คุณอ๋อจริงๆเลย อ่านจบด้วย ผมอ่านไปไม่เท่าไหร่เลย ก็มีหลวงพ่อมนตรี ที่วัดนี้แหละครับที่ท่านจะแนะว่าควรอ่านตรงไหนก่อน อันไหนสำคัญ อยากอ่านให้จบเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้จะมีความเพียรมากขนาดนั้นหรือเปล่า

และขอตอบคุณ กระต่ายนิ้วเดียวครับ
จากที่คุณกระต่ายนิ้วเดียวโพสไว้ว่า

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัตอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไป
ทำไม่ได้ง่าย เราอนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้ คือ ภิกษุต้องการข้าวสาร พึงแสวงหาข้าวสาร
ต้องการถั่วเขียว พึงแสวงหาถั่วเขียว ต้องการถั่วราชมาส พึงแสวงหาถั่วราชมาส ต้องการเกลือ
พึงแสวงหาเกลือ ต้องการน้ำอ้อย พึงแสวงหาน้ำอ้อย ต้องการน้ำมัน พึงแสวงหาน้ำมัน
ต้องการเนยใส ก็พึงแสวงหาเนยใส.

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการก
สั่งว่า สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรา
มิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆเลย.

-------------------------------------------------------------------------------------------------
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คือสามารถเตรียมเสบียง ไว้ใช้ในถิ่นทุรกันดารได้ซึ่งปกติจะเก็บอาหารไว้ข้ามวันไม่ได้
แต่พระองค์ทรงยินยอมให้หาข้าวสาร ถั่วเขียว ถั่วราชมาส เกลือ น้ำอ้อย น้ำมัน เนยใส เพื่อใช้เดินทางไปได้ในถิ่นทุรกันดาร
และสามารถไปบอกกับ กัปปิยการก ได้ว่าจำเป็นต้องใช้สิ่งใด โดยที่กัปปิยการก จะทำทองและเงินที่ได้มาไปเปลี่ยน
เป็นของที่พระภิกษุต้องการได้โดยไม่อาบัติ ซึ่งพระองค์ทรงตรัสเพิ่มเติมไว้ว่า
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรา
                   มิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆเลย.
นั่นคือท่านให้ใช้ทองและเงินไปแลกของมาได้ แต่ไม่ยินดีที่จะให้แสวงหาเงินและทองเลย

ไม่รู้ผมเข้าใจถูกหรือเปล่านะครับ กรุณาชี้แนะ

ขอบคุณนะครับ ยิ่งสนทนาธรรมยิ่งมาก ยิ่งได้บุญ  ดังคำกล่าวที่ว่า 
                สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ 
              การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง


ขอบคุณครับ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 07:32:02 PM โดย trp2002 »

ออฟไลน์ กระต่ายนิ้วเดียว

  • Administrator
  • Sr. Member
  • ******
  • กระทู้: 984
  • Karma: +119/-37
  • There is no place like 127.0.0.1
Re: เปรต
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 08:00:48 PM »
และขอตอบคุณ กระต่ายนิ้วเดียวครับ
จากที่คุณกระต่ายนิ้วเดียวโพสไว้ว่า

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัตอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไป
ทำไม่ได้ง่าย เราอนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้ คือ ภิกษุต้องการข้าวสาร พึงแสวงหาข้าวสาร
ต้องการถั่วเขียว พึงแสวงหาถั่วเขียว ต้องการถั่วราชมาส พึงแสวงหาถั่วราชมาส ต้องการเกลือ
พึงแสวงหาเกลือ ต้องการน้ำอ้อย พึงแสวงหาน้ำอ้อย ต้องการน้ำมัน พึงแสวงหาน้ำมัน
ต้องการเนยใส ก็พึงแสวงหาเนยใส.

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการก
สั่งว่า สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรา
มิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆเลย.

-------------------------------------------------------------------------------------------------
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คือสามารถเตรียมเสบียง ไว้ใช้ในถิ่นทุรกันดารได้ซึ่งปกติจะเก็บอาหารไว้ข้ามวันไม่ได้
แต่พระองค์ทรงยินยอมให้หาข้าวสาร ถั่วเขียว ถั่วราชมาส เกลือ น้ำอ้อย น้ำมัน เนยใส เพื่อใช้เดินทางไปได้ในถิ่นทุรกันดาร
และสามารถไปบอกกับ กัปปิยการก ได้ว่าจำเป็นต้องใช้สิ่งใด โดยที่กัปปิยการก จะทำทองและเงินที่ได้มาไปเปลี่ยน
เป็นของที่พระภิกษุต้องการได้โดยไม่อาบัติ ซึ่งพระองค์ทรงตรัสเพิ่มเติมไว้ว่า
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรา
                   มิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆเลย.
นั่นคือท่านให้ใช้ทองและเงินไปแลกของมาได้ แต่ไม่ยินดีที่จะให้แสวงหาเงินและทองเลย

ไม่รู้ผมเข้าใจถูกหรือเปล่านะครับ กรุณาชี้แนะ

ขอบคุณนะครับ ยิ่งสนทนาธรรมยิ่งมาก ยิ่งได้บุญ  ดังคำกล่าวที่ว่า 
                สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ 
              การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง


ขอบคุณครับ

ยินดีเช่นกันครับ ผมว่าเท่านี้ผู้ที่ได้อ่านก็เข้าใจได้อย่างถูกต้องแล้วครับ เพียงแต่คำสอนเพียงบทเดียวไม่สามารถอธิบายคำสอนและข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หมดครับ คงต้องไล่ตามอ่าน เขียน ทำความเข้าใจกันอีกเยอะครับ ความรู้ของผมก็มีเท่าที่ผมมี น่าจะมีอีกหลายๆความรู้ ความเข้าใจ และความคิดเห็นที่น่าจะนำมาเผยแพร่กันตามความตั้งใจของพี่อ๋อครับ

ออฟไลน์ Aur

  • Fengshui Master
  • Hero Member
  • ******
  • กระทู้: 1098
  • Karma: +314/-39
Re: เปรต
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 08:39:05 PM »
อ๋อไม่ได้เก่งหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าโตมากับ ธรรมะ 2 สาย ถ้าคุณทราบประวัติอ๋อ อ๋อมีอาก๋งแท้ๆที่ปฏิบัติ และตอนตายกระดูกเป็นธาตุ ส่วนอาก๋งอีกคน(พ่อบุญธรรมของแม่) ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ที่ช่วย ท่าน พุทธทาส ทำหนังสือ และเป็นผู้ที่ทำหนังสือแจกชื่อว่า ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ชื่อ ธีรทาส ซึ่งอาก๋งคนนี้จะเป็นสายเดียวกับท่านพุทธทาสคือเป็นพระปราชณ์ อาก๋งจะศึกษาตำราและพระไตรปิฏกมากมายทั้งจีนและไทย ตอนหลังมีอังกฤษ ด้วย ซึ่งด้วยความที่อ๋อโตมากับทั้งสายปฏิบัติและสายปราชณ์ ก็เลยทำให้อ๋อ เป็นเป็ดนะ คือ รู้แต่ไม่เก่งจริงสักอย่าง หวังอยู่ว่าวันหนึ่งจะทำได้เท่าที่ก๋งทำนะคะ แต่ดีใจนะที่มีคนชอบเหมือนกัน อ๋อชอบอ่านหนังสือมากทุกประเภทเลย เดือนๆหนึ่งเสียค่าหนังสือมากจนเลขากับลูกศิษย์บอกเลย  ถ้าคุณชอบ มีหนังสือแนะนำด้วยนะ ลองไปหาอ่านดูสนุกดีอ่านง่ายด้วย

1. คำตรัสของพระพุทธเจ้า เหตุแห่งคำตรัส โดย นิดดา หงษ์วิวัฒน์
2. พุทธบัญญัติจากพระไตปิฏก โดยธรรมสภา
3.ธรรมาธิบาย หลักธรรมในพระไตรปิฏก โดยธรรมสภา
4.พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ของท่านพุทธทาส
5. เอตทัคคะ
6. อุปลมณี ของหลวงปู่ชา
7.48 พระธรรมเทศนา ของหลวงปู่ชา
8. หนังสือบูรพาจารย์ เรื่องราวและคำสอนของครูบาอาจารย์สายอาจารย์มั่น เล่มนี้หนึ่งในผู้จัดทำเป็นญาติกับลูกศิษย์
9. ส่วนถ้าชอบเรื่องเกี่ยวกับประวัติของผู้ที่มีพระธาตุทั้งหมด ก็ต้องหนังสือที่คุณลุงทองดี ผู้ที่มีพระธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปรากฏ ปัจจับันเจดีย์ในประเทศและต่างประเทศ เวลาทำต้องไปขอพระสารีริกธาตุจากคุณลุง เพราะนอกจากจะมีของพระพุทธเจ้าแล้วยังมีของอัครสาวกและอรหัตรูปอื่นๆด้วย สนุกดีนะคะ ถ้าชอบอ๋อแนะนำ จริงๆอ่านพระไตรปิฏกเลยจะงงโดยเฉพาะภาษาไทยเพราะเค้าจะเขียนวนไปมา แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษจะง่ายกว่า ดังนั้นถ้าอ่านเอาจากหนังสือที่อ๋อบอกมาก็จะรู้สาระสำคัญเกือบหมดแล้วนะคะ ถ้าได้อ่านเอามาคุยกันอีกก็ได้นะคะ อ๋อชอบ ;D ;D ;D หรือถ้าอยากจะไปคุยกับก่งเรื่องพระไตรปิฏกก็ได้นะเค้ายังอยู่อยู่โรงเจที่บ่อนไก่นะคะ กินเจและขายมรดกมาทำหนังสือแจกตั้งแต่ยังหนุ่มๆเลย ไปคุยกับเค้าก็ประหยัดเวลาไม่ต้องอ่านถามเอามันไปอีกแบบนะคะ ;D ;D ;D

มีอะไรดีๆมาแนะนำกันอีกนะคะ ดีใจที่มีเพื่อนคอเดียวกัน ชอบๆๆๆๆๆ ;D ;D ;Dตื่นเต้น

ออฟไลน์ sinee

  • Apprentice #6
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 130
  • Karma: +3/-1
Re: เปรต
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 10:10:21 PM »
 ??? ??? ??? ??? ???

trp2002

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 12:08:27 AM »
ขอบคุณมากครับคุณอ๋อ เอ๊ะต้องเรียกว่า อาจารย์อ๋อ แล้วสิครับ ที่แนะนำ หนังสือดีๆให้ ผมก็ชอบแนวทางของท่านพุทธทาสเหมือนกัน เมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งจะไปสวนโมกมา ถ่ายรูปคำสอนมาเต็มเลย บางคนบอกว่าคำสอนท่านพุทธทาสเข้าใจยาก แต่ผมว่าท่านสอนได้ถึงแก่นมากเลย อย่างหนังสือ คู่มือมนุษย์ นี่ชอบมากเลยครับ ทุกๆท่านคงเคยอ่านกันแล้ว ยินดีมากครับที่ได้สนทนาธรรมกัน

ออฟไลน์ Aur

  • Fengshui Master
  • Hero Member
  • ******
  • กระทู้: 1098
  • Karma: +314/-39
Re: เปรต
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 09:19:40 AM »
ชอบชื่อของท่านที่บอกถึงความตั้งใจและความหมายของมัน พุทธ-ทาส
และชอบคำที่ท่านบอกว่า "คำสุภาษิต ใครๆไม่อาจสงวนลิขสิทธิ์ ธรรมชาติเป็นเจ้าของ
สุภาษิตหลุดออกมาจากปากของคนบ้าก็ยังมี สังเกตดูให้ดีๆ เพราะธรรมชาติดันให้ออกมา
คำสุภาษิตที่ท่านรู้สึกว่าตื้นๆ ชืดๆนั่นแหละ อาจจะเป็นเพราะลึกเกินไป สำหรับท่านก็ได้
และชอบมากขึ้นเมื่อท่านเอาคำสอน 10 ข้อของเสรีภาพในการรับธรรมะมาเป็นที่พึ่ง

1. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพราะเหตุว่าฟังเค้าบอกต่อกันมา
2. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพราะเหตุว่าเป็นการปฏิบัติตามกันมาปรัมปรา(เช่นการเผากระดาษของจีน)
3. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพราะเหตุเป็นเรื่องที่เล่าลือกัน เช่น คนเกิดปีนี้ชง ไม่ดีตั้งทำบุญ อย่างนั้นอย่างนี้
4. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ  เพราะมีอ้างในปิฏก เพราะเดียวนี้เรากล่าวอ้าง อะไรก็พระไตรปิฏก ทั้งๆที่ค่อยมีใครรู้จริงเมื่อกล่าวอ้าง ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียและขัดต่อคำสอนของพุทธองค์
5.อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพียงเพราะเป็นหลัก ตรรก เพราะเหตุผลนั้นไปได้เพียงแค่วิทยาศาสตร์ไปถึง ไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่มี
6. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพียงเพราะเป็น ปรัชญา เพราะเพียงมันเข้ากันได้กับหลักปรัชญาไม่ได้หมายความว่ากาลเวลาจะทำให้ปรัชญานั้นใช้เสมอไป
7. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพียงเพราะเป็นสัณชาติญาณ เพราะจะไปตามความสะดวกและคิดว่าดีที่สุดในขณะที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ
8. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ  เพียงเพราะมันทนได้ต่อความคิดเห็นของตน ซึ่งอาจจะผิดหมดเพราะมองแต่มุมตน
9. อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ ผู้พูดมีลักษณะท่าทางภายนอกน่าเชื่อถือ
10. ข้อนี้สำคัญสุดเพราะเป็นข้อที่ทำให้เห็นว่า พระบรมศาสดาเป็นศาสนาเดียวที่มีคำสอนนี้ คือ อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพียงเพราะ พระสมณะเป็นผู้พูด หรือเป็นครู แต่จงใคร่ครวญด้วยเหตุและผลก่อนเสมอ

พี่อ๋อชอบมากๆ รองอ่านดูนะคะ ดีๆ มีคนชอบเหมือนกัน

เคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นผู้รับใช้ค่อรองพระบาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันหนึ่งด้วยความที่เหนื่อยมากท่านก็แผลอหลับไป ปรากฏว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเสด็จออกมาแล้วเห็น บุคคลผู้นั้นก็สดุงตื่น แล้วท่านก็รับสั่งว่า "หนึ่งหลับ หนึ่งอิ่ม" ลองเอาไปคิดเล่นๆดูว่าท่านหมายความว่าอย่างไร แล้วเดียวจะมาเล่าต่อนะ

ออฟไลน์ กระเบื้องสีชมพู

  • Sr. Member
  • กระทู้: 742
  • Karma: +8/-2
  • I LOVE YOU.......... I LOVE AUR SEE YOU
Re: เปรต
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 09:50:44 AM »
 :D :D  คำสอนพูทธทาส  10 ข้อ ของเสรีภาพ  เป็นข้อคิดดำเนินชีวิตที่ดีค่ะ


           เข้ามารอคำตอบ  .... หนึ่งหลับ ...หนึ่งอิ่ม  จาก พี่อ๋อ ด้วยคนค่ะ ;D ;D
     
           

ออฟไลน์ sinee

  • Apprentice #6
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 130
  • Karma: +3/-1
Re: เปรต
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 12:16:43 PM »
รอด้วยค่ะ หนึ่งหลับ หนึ่งอิ่ม แปลว่าอะไร ??? ???
พี่อ๋อเฉลยนะค่ะ  คนความรู้น้อยรออยู่ค่ะ ;D ;D ;D

jibntr

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 01:38:19 PM »
อิ่มเดียว หลับเดียว


 
“ ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ใหม่ๆ  ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น ( กางเกงขาสั้น ) 

ในยามดึก เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับต่างทำหน้าที่กันตามจุดต่างๆไม่มีบกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา ส่งเสียงอึกทึก หรือเล่นหัวกัน  เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาและถวายความปลอดภัย แด่องค์พระประมุขของชาติ จอมคนของปวงชนชาวไทย  แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี

ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา ทรงพระราชดำเนินไปรเวท ( เดินเล่น ) 

บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ  แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวร ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบ ที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี...

ตอนนั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า  จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า
“ ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น ”

ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านไป จนลับพระองค์ ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน  อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า

“ ท่านมหาขอรับ คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่ หมายความว่าอย่างไรขอรับ ”
ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย  ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า
“ โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ ” ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ

ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า
“ โยมเฉลิมศักดิ์ คำนี้น่ะ ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย

คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์ ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ชีวิตเป็นสุข ให้รู้จักคำว่าพอ
เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน  พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่มนอนของตัวเองเท่านั้น

มนุษย์เรานั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยากได้ให้มันมากขึ้นไปอีก  ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว…

คนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุกน้ำปลา หรือ กินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น กินเข้าไปไม่ได้แล้ว จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ นอนในสลัม หรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น  เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา

ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ ”


 


 

คัดจากบางส่วนของหนังสือ “ เรื่องหลัง..จากวังหลวง ” บันทึกความทรงจำของอดีตตำรวจหลวง เฉลิมศักดิ์ รามโกมุท


ratana

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 01:43:55 PM »
ขอขอบคุณความรู้ที่ทุกๆ ท่านได้ให้มา คุยกันอีกแยะๆ นะคะ จะได้มีอะไรประเทืองปัญญามากๆ
ขอบคุณอีกครั้งคะ
ในหลวงของเราคือผู้ที่บรรลุในทุกด้านจริงๆ คะ

ออฟไลน์ kansuda_l

  • Full Member
  • กระทู้: 182
  • Karma: +1/-1
Re: เปรต
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 01:54:34 PM »
 :D ขอบคุณทุกท่านที่เล่าเรื่องราต่างๆ ให้ฟัง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณนะคะ  :D

trp2002

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2008, 11:48:08 PM »
เพิ่มเติมอาจารย์อ๋อนิดนึงนะครับ ที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านสอนนั้น สามารถอ้างอิงตามพระไตรปิฎกได้ดังนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่า
 มหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นแล ภัททิยลิจฉวีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง
 ที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
 พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า พระ-
 *สมณโคดมทรงมีมายา ย่อมทรงรู้มายาเครื่องกลับใจสาวกของพวกอัญญเดียรถีย์ให้
 มานับถือ พวกเขาเหล่านั้นพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมทรงมีมายา ย่อม
 ทรงรู้มายาเครื่องกลับใจสาวกของพวกอัญญเดียรถีย์ให้มานับถือ ข้าแต่พระองค์
 ผู้เจริญ คนเหล่านั้นเป็นอันกล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแลหรือ ไม่ได้กล่าว
 ตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่เป็นจริง ย่อมพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และการ
 คล้อยตาม วาทะอันชอบแก่เหตุไรๆ ย่อมไม่มาถึงฐานะอันควรติเตียนแลหรือ
 แท้จริง ข้าพระองค์ไม่ประสงค์จะกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเลย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
 ดูกรภัททิยะ ท่านจงมาเถิด

ท่านทั้งหลายอย่าได้ถือโดย ฟังตามกันมา
อย่าได้ถือโดย สืบต่อกันมา
อย่าได้ถือโดยตื่นข่าว
อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ถือโดยนึกเดาเอาเอง
อย่าได้ถือโดยคาดคะเน
อย่าได้ถือโดยตรึกตามอาการ
อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าถูกกับลัทธิของตน
อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าสมณะเป็นครูของเรา


ดูกรภัททิยะ เมื่อใด
 ท่านพึงรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่า
 นี้อันวิญญูชนติเตียน ธรรมเหล่านี้อันบุคคลสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไป
 เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายพึงละเสียเถิด

ข้อความตัวหนานั้น ถ้าผมจำไม่ผิด คือ กาลามสูตร
ผมเคยอ่านพระไตรปิฎกฉบับอื่น จะแยกออกเป็นข้อเลย แต่ในฉบับนี้ไม่มี ผมงงเหมือนกัน

ผมสงสัยในส่วนของคำสอนที่ท่านพุทธทาสสอนไว้ว่า

อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ  เพราะมีอ้างในปิฏก เพราะเดียวนี้เรากล่าวอ้าง อะไรก็พระไตรปิฏก ทั้งๆที่ค่อยมีใครรู้จริงเมื่อกล่าวอ้าง ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียและขัดต่อคำสอนของพุทธองค์

ผมคาดว่าจะตรงกับหัวข้อที่ว่า   อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา  ซึ่งผมสงสัยนิดนึงตรงที่ว่าเหตุใดจึงไม่ควรอ้างถึงพระไตรปิฎกครับ เพราะจะว่าไปก็เหมือนเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันซึ่งหนังสือตำราที่มีการเขียนขึ้นมาใหม่ภายหลังนั้น อาจผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้ อาจเพราะพิมพ์ผิด ตีความผิด เข้าใจผิด สื่อความหมายโดยอ้างอิงกับความรู้สึกผู้เขียน จึงทำให้ไม่ตรงกับความจริงไปได้ จริงๆแล้วพระไตรปิฎกก็มีหลายฉบับ สืบทอดกันมา ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่านะครับที่ท่านพุทธทาสสอนนั้นคือไม่ควรยึดถือเป็นหลักปฎิบัติ จากพระไตรปิฎกในปัจจุบัน แต่หากได้พบพระไตรปิฎกฉบับแรกเลยที่ เรียบเรียงขึ้นโดย พระอานนต์ น่าจะเชื่อถือได้ใช่ไหมครับ

ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนให้เราไม่ให้เชื่อทันทีที่ได้รับข้อมูลมาแต่ให้ใช้ปัญญาตรึกตรองเสียก่อน แล้วจึงเชื่อ ซึ่งปัญญาที่มีจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสมความรู้โดยสัมผัสทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
และหากเรายึดถือเป็นหลักปฎิบัติแล้วก็มิใช่ว่าจะยึดถือได้ตลอดไปอีกเพราะเรายังมิได้ ญาณรู้แจ้ง ซึ่งสิ่งที่เราคิดว่าใช่ คิดว่าถูก เวลาผ่านไปอาจไม่ถูกแล้วก็ได้ นั่นคือต้องใช้ปัญญาตรึกตรองอยู่เสมอ แต่ความจริงที่ยึดถือได้แน่นอนและไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเลยคือ ความจริงอันประเสริฐ หรือ อริยสัจ 4 ซึ่งหากปฏิบัติตามแล้วย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงแน่นอน  ( ตัวผมเองยังทำไม่ได้หมดเลย )

พอก่อนดีกว่า ยิ่งพิมพ์ยิ่งเพลิน นอกเรื่องไปไกลแล้ว ^-^  รบกวนอาจารย์อ๋อ ตอบทีนะครับว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า ขอบคุณครับ

Yogurt

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2008, 02:18:10 PM »
ได้ความรู้มากเลยค่ะ ขอขอบคุณ พี่อ๋อ  พี่อ๊อด  คุณ trp2002  คุณ jibntr และทุกๆ ท่านที่มีส่วนร่วมพูดคุย ในหัวข้อนี้ อ่านแล้ว ก็อยากลองอ่านพระไตรปิฎกบ้าง ก็เลยลองไปค้นในเว็บไซต์ ลองอ่านพระไตรปิฎกดู เพิ่งรู้ว่าพระไตรปิฎกก็น่าอ่านเหมือนกันนะ ไม่ยากอย่างที่คิดไว้ดีจังเลย

ออฟไลน์ Aur

  • Fengshui Master
  • Hero Member
  • ******
  • กระทู้: 1098
  • Karma: +314/-39
Re: เปรต
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2008, 11:14:27 PM »
อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา  ซึ่งผมสงสัยนิดนึงตรงที่ว่าเหตุใดจึงไม่ควรอ้างถึงพระไตรปิฎกครับ เพราะจะว่าไปก็เหมือนเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันซึ่งหนังสือตำราที่มีการเขียนขึ้นมาใหม่ภายหลังนั้น อาจผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้ อาจเพราะพิมพ์ผิด ตีความผิด เข้าใจผิด สื่อความหมายโดยอ้างอิงกับความรู้สึกผู้เขียน จึงทำให้ไม่ตรงกับความจริงไปได้ จริงๆแล้วพระไตรปิฎกก็มีหลายฉบับ สืบทอดกันมา ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่านะครับที่ท่านพุทธทาสสอนนั้นคือไม่ควรยึดถือเป็นหลักปฎิบัติ จากพระไตรปิฎกในปัจจุบัน แต่หากได้พบพระไตรปิฎกฉบับแรกเลยที่ เรียบเรียงขึ้นโดย พระอานนต์ น่าจะเชื่อถือได้ใช่ไหมครับ

ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนให้เราไม่ให้เชื่อทันทีที่ได้รับข้อมูลมาแต่ให้ใช้ปัญญาตรึกตรองเสียก่อน แล้วจึงเชื่อ ซึ่งปัญญาที่มีจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสมความรู้โดยสัมผัสทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
และหากเรายึดถือเป็นหลักปฎิบัติแล้วก็มิใช่ว่าจะยึดถือได้ตลอดไปอีกเพราะเรายังมิได้ ญาณรู้แจ้ง ซึ่งสิ่งที่เราคิดว่าใช่ คิดว่าถูก เวลาผ่านไปอาจไม่ถูกแล้วก็ได้ นั่นคือต้องใช้ปัญญาตรึกตรองอยู่เสมอ แต่ความจริงที่ยึดถือได้แน่นอนและไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเลยคือ ความจริงอันประเสริฐ หรือ อริยสัจ 4 ซึ่งหากปฏิบัติตามแล้วย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงแน่นอน


สิ่งที่ท่านพุทธทาส กล่าวถูกต้องแล้วค่ะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเชื่อในปิฏก ก็หมายรวมถึง พระไตรปิฏกด้วยค่ะ เพราะในความเป็นจริง ถ้าคุณเคยอ่านคำแปลบทสวดทำวัดเช้าคุณจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าได้สอนไว้เช่นกันว่า ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน นั้นหมายถึงเมื่อเข้าใจจะเห็นว่าจริงๆไม่มีอะไรให้กล่าวถึง  การที่ท่านกล่าวเช่นนี้เพราะ ธรรม ที่แม้เขียนไว้ในพระไตรปิฏก ท่านก็ไม่ต้องการให้เราเชื่อ หรือปฏิบัติตามเพียงเพราะว่ามีคนบอกว่า ท่านสอน และท่านตรัสไว้ แต่ท่านต้องการให้เราเชื่อและปฏิบัติ เพราะเราเข้าใจและรู้ถึงเหตุและผลของคำสอนนั้นๆ ไม่ใช่เพียงเพราะมีคนมาบอกว่า มันอยู่ในพระไตรปิฏกนะ ความหมายที่ท่านพุทธทาสบอกไว้หรือพระพุทธเจ้ากล่าวก็มีเพียงแค่นี้ละคะ และสิ่งที่คุณบอกว่า ยึดถือเป็นหลักปฎิบัติแล้วก็มิใช่ว่าจะยึดถือได้ตลอดไปอีกเพราะเรายังมิได้ ญาณรู้แจ้ง อ๋อคงต้องถามว่าทำไมต้องรู้แจ้งและการรู้แจ้งคืออะไร คือการรู้ทุกเรื่อง รู้ทุกอย่างหรือ เปล่านะ แต่เป็นการเข้าใจ ถึงทุกอย่างต่างหาก เช่นรู้ว่ากินแล้วตายทำไมยังต้องกิน รู้ว่าบาปของตนแล้วทำไมต้องหนี และจริงๆธรรมอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าคือคำพูดสุดท้ายที่พุทธองค์ทรงตรัสมากกว่านะคะ ไม่ใช่อริยสัจ 4 หรอกนะคะ

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว ขะยะ วะยะ ธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา"

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า"
ซึ่งก็คือ "การมีสติ"นั้นเอง

ธรรมะ จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก เพราะถ้าเข้าใจก็เพียงแค่หนึ่งลมหายใจออก ก็สามารถสำเร็จได้แล้ว เพียงแต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการสำเร็จหมายถึงว่าเราจะต้องเหนือมนุษย์ และมีอะไรพิเศษ รู้ไปหมด แต่เปล่าเลย เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าหรือแม้แต่อรหันต์ ท่านทั้งหลายไม่เคยคิดที่จะหนีกรรมเลย ถึงรู้ว่าเหตุจะเกิดแต่ก็ยังยอมรับ เพราะต้องการให้สิ้นกรรม ต่างกับมนุษย์ปัจจุบันมากมายที่อะไรๆก็ตัดกรรม พระเจ้าก็มาสอนตัด ซึ่งในความเป็นจริงพุทธองค์ทรงสอนเราจากการปฏิบัติตนของท่านและตามประวัติของท่านที่มีการกล่าวอ้างต่างหาก นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ท่านได้ตรัสสอนไว้และท่านพุทธทาสนำมากล่าว ว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะมีตราไว้ในพระไตรปิฏก แต่จงปฏิบัติเพราะเข้าใจในสิ่งที่เราอ่านหรือเหตุผลของสิ่งที่ได้เห็น

จาก 10 ข้อที่ท่านกล่าวทั้งหมด เป็นการสอนให้คนมีสติทั้งนั้น อย่าเชื่อใครง่ายๆเพียงเพราะเค้าเป็นครูหรือเค้าเป็นคนที่ทุกคนบอกว่าเค้าดีนะ เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่าเค้าดีจริงหรือไม่ อย่างเช่นมีคนบอกว่าพี่อ๋อเป็นคนดี สอนลูกศิษย์ แต่พี่อ๋อดีจริงหรือ อาจจะเสแสร้งก็ได้ ดังนั้นอย่าตัดสินว่าคนผู้นั้นน่าเชื่อถือ เพียงเพราะมีคนมาบอกหรือมีตำรากล่าวถึงแต่จงใช้สติสัมผัสเค้าด้วยตัวเราเองและเมื่อนั้นเราถึงจะพบกับคำว่ารู้แจ้ง และไม่ใช่เฉพาะกับคนเท่านั้นนะกับธรรมะและเรื่องอื่นๆด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2008, 11:17:10 PM โดย Aur »

ออฟไลน์ chere

  • Apprentice #7
  • Jr. Member
  • ***
  • กระทู้: 63
  • Karma: +1/-0
Re: เปรต
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2008, 08:32:18 AM »
ขอขอบคุณพี่อ๋อและทุกๆท่านที่ให้ธรรมะแก่พวกเรานะคะ อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มมากเลย  :D

trp2002

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2008, 09:37:03 AM »
ขอบคุณมากครับอาจารย์อ๋อ :D :D

ออฟไลน์ กระเบื้องสีชมพู

  • Sr. Member
  • กระทู้: 742
  • Karma: +8/-2
  • I LOVE YOU.......... I LOVE AUR SEE YOU
Re: เปรต
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2008, 10:05:38 AM »
 :D :D :D :D

 ;) ;) ;) ;)

ออฟไลน์ sinee

  • Apprentice #6
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 130
  • Karma: +3/-1
Re: เปรต
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2008, 07:33:20 PM »
ขอบคุณสำหรับความรู้ทั้งหลายและขอบคุณไปถึงหัวข้ออื่นๆทุกหัวข้อที่ทำให้คนที่ไม่ค่อยชอบ
อ่านหนังสือต้องมาเปิดอ่านทุกครั้งที่ว่าง ขอบคุณจริงๆ :D :D :D

ออฟไลน์ jamebondy009

  • Sr. Member
  • กระทู้: 918
  • Karma: +13/-4
  • แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: เมษายน 25, 2008, 07:50:10 AM »
ขอขอบคุณมากครับกับสิ่งนี้ที่ได้รับ :-*

ออฟไลน์ da_za

  • Newbie
  • กระทู้: 3
  • Karma: +1/-0
Re: เปรต
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2008, 05:58:59 PM »
โอกาสที่คนๆหนึ่งจะเห็นผีทั้งลืมตา หรือยินเสียงผีกับแก้วหู หรือได้กลิ่นผีด้วยจมูกนั้น หาใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายนัก จิตของคนเจอผีต้องมีสื่อวิญญาณ คือพูดง่ายๆว่ามีสภาพที่เป็นช่องทางเชื่อมต่อกับพวกเปรตหรือเทวดาได้ ที่เรียกกันว่า ‘ผี’ นั้น ส่วนใหญ่คือเปรตนั่นเองครับ อาจมีบ้างที่เป็นเทวดาชั้นต้นๆ สัมผัสที่หกของคุณจะแยกแยะได้เองว่าใครเป็นใคร

ถ้าเป็นเปรตที่บาปหนา คลื่นจิตเขาจะหยาบและน่าสะพรึงกลัว ทำให้บรรยากาศรอบตัวเยียบเย็น และความเยียบเย็นนั้นกระทบความรู้สึกของคุณให้หนาวสันหลัง ขนลุกซู่ หรือกระทั่งรับได้แม้คลื่นความประสงค์ร้าย เปรตพวกนี้มักเคยเป็นอันธพาล หรือเคยจองเวรกับคุณมา กรรมสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณ หรือบาปบางอย่างของคุณ จะทำตัวเป็นประตูเชื่อมให้เกิดสัมผัสสยองขนขึ้นได้ นิสัยชอบแกล้ง ชอบข่มเหงรังแกที่ติดอยู่ในสันดานเปรต จะยุให้เขาใช้ตบะในตัวกระทำกับคุณ อาจพยายามให้คุณเห็นในฝัน หรือถ้าเก่งกว่านั้นคือให้คุณเห็นทั้งกำลังลืมตาตื่น แต่โดยมากเขาจะทำความรู้สึกถึงอำนาจที่น่ากลัวในตนเอง แล้วแผ่อำนาจนั้นออกไปกระทบจิตคุณแรงๆ เพื่อให้ขนลุกซ่านแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หากคุณเคยเป็นนักเลงที่ชอบข่มขวัญคนอื่นด้วยการเดินย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ ก็จะเป็นประมาณเดียวกันกับที่เปรตอันธพาลพวกนี้ชอบทำกัน อย่างไรก็ตาม เปรตที่บาปหนามักโดนขังไว้ด้วยกำแพงบาปในเขตจำกัด คุณต้องเข้าไปในที่อยู่ของเขา กับทั้งต้องมีเหตุผลบางอย่างจึงจะเชื่อมติด สัมผัสพบเจอเขาได้ สรุปคือไม่ใช่เรื่องง่ายที่เปรตบาปหนาจะมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั่วไป

ถ้าเป็นเปรตที่บาปน้อย คลื่นจิตจะน่าสงสาร แต่บาปที่ห่อหุ้มจิตเขาไว้ จะทำให้คุณรู้สึกกลัวขึ้นมาอยู่ดี หากคุณเคยรับคลื่นความทรมานของสัตว์บาดเจ็บ คุณสมเพช ขณะเดียวกันก็เกิดความขยาด นึกแขยงในแผลเหวอะหวะของมัน ก็เป็นในทำนองเดียวกัน บาปอกุศลไม่ได้แค่เล่นงานเจ้าตัว แต่ยังมีอิทธิพลกระทบให้ผู้อื่นรู้สึกหนาวๆตามไปด้วย เปรตจำพวกนี้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์อาจเคยช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก หรือเคยมีความผูกพันกับคุณมาโดยตรงในฐานะคนรู้จักที่จดจำกันได้ กรรมเหล่านั้นจะเปิดช่องให้เขาเห็นความสว่างในคุณ พร้อมทั้งรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าคุณคือที่พึ่ง เหมือนเขาทราบว่าหน่วยก้านคนเป็นหมอที่น่าจะให้ยาแก้ไข้กับเขาได้ คุณสามารถทำบุญแล้วอุทิศบุญให้เขา เพียงใจเขารับบุญอันเป็นความสว่าง จิตที่มืดหม่นทนทุกข์อยู่ก็จะดีขึ้น วิธีขอส่วนบุญของเปรตมีได้หลากหลาย แต่อยากสรุปคือมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือ โดยมากพวกเปรตเหล่านี้จึงชวดในสิ่งที่ต้องการกัน

ถ้าเป็นเปรตมีบุญอยู่บ้าง พวกนี้บางทียังมีความทรงจำครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ยังจำได้ว่าเคยเกี่ยวข้องกับใครมา หากคุณเคยสนิทกับเปรตจำพวกนี้มากๆ เขาเห็นคุณแล้วอยากทักคุณ ก็อาจบันดาลเสียงขึ้นมา คุณจึงอาจรู้สึกเหมือนหูแว่วได้ยินเพื่อนซี้เรียกจากข้างหลัง เป็นต้น โดยมากทักสองสามครั้ง อยากให้คุณพูดอะไรกับเขาบ้าง ถ้าเขาทำเสียงให้คุณได้ยินกับหูนี่แต่ละคำต้องใช้กำลังจิตมหาศาล ฉะนั้นจะพูดสั้นที่สุดเช่นเรียกชื่อ พอเรียกเสร็จหรือฟังคุณโต้ตอบเสร็จก็ไป ไม่รบกวนอีก เนื่องจากไม่ได้ต้องการพึ่งพาอะไร เปรตพวกนี้พอใช้หนี้บาปด้วยการร่อนเร่ในภพเปรตหมดก็มักเข้าท้องคนใหม่ หรือถ้าเจอบาปอีกชุดกระหน่ำซัดก็อาจเข้าท้องสัตว์ สุดแล้วแต่เวรแต่กรรมจะให้ผล


 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.276 วินาที กับ 18 คำสั่ง