อ๋อซียูดอทเน็ต - aurseeyou.net

 

ผู้เขียน หัวข้อ: เปรต  (อ่าน 9892 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

MODNOY

  • บุคคลทั่วไป
เปรต
« เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 09:46:02 AM »
เปรต เคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่จำความได้ แต่อยากรู้จิงว่าเปรตจิงจิงแล้วมีไหม

ทำไมถึงเป็นเปรต แล้วเปรตรูปร่างหน้าตาเปนอย่างไร ใช่สูงๆๆๆ ไหม
ทำไมคนที่ตอนมีชีวิตอยู่ไปทำบุญ ใส่บาตร แต่พอตายไปแล้วถึงมาในสภาพที่เหมือนเปรตที่ได้ยินมาไหม อยากรู้จิงมีใครให้คำตอบได้ไหมค่ะ สงสัยแต่ไม่กล้าถามกลัวคนหาว่าไร้สาระ ???

aey_iam

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 10:11:09 AM »
--มารอฟังคำตอบด้วยคนนะค๊า--

ออฟไลน์ เสาร์น้อย

  • Apprentice, Sr.
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2080
  • Karma: +177/-11
Re: เปรต
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 11:12:24 AM »
แถว ต่างจังหวัดมีเยอะเลย น้อง ๆ ที่บริษัทบอกว่าเคยเห็นขายาว ๆ ข้ามกำแพงวัดด้านที่เป็นสุสาน กับเมนเผาศพ เท็จจริงอย่างไร ตัวเองไม่เคยเห็นเหมือนกัน แต่คนโบราณบอกว่ากลางคืนห้ามผิวปาก ไม่เชื่อไม่ลบหลู่เด็ดขาด ;D ;D

nui4

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 11:33:27 AM »
       พวกนี้มีรูปปั้นให้ดู  ที่วัดไผ่โรงวัว  และอีกหลายๆวัด เดี๋ยวนี้นิยมสร้างไว้ในวัด เตือนใจ คนให้ทำดี จะได้ไม่เป็นเปรต ไง  เกี่ยวกันไหมเนี่ย  :o

MODNOY

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 02:11:41 PM »
ค่อยโล่งหน่อย นึกว่าจะโดนแบน ที่ตั้งกระทู้มานี้ ไม่ต้องไปถึงต่างจังหวัดค่ะ แถวบางนานี่เอง ค่ะ  ???

noo_yok

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 02:22:18 PM »
ค่อยโล่งหน่อย นึกว่าจะโดนแบน ที่ตั้งกระทู้มานี้ ไม่ต้องไปถึงต่างจังหวัดค่ะ แถวบางนานี่เอง ค่ะ  ???


ไม่โดนแบนหรอกค่ะ ห้องเรื่องทั่วไปเราก็คุยกันได้ทุกเรื่องแหละค่ะ  ;D ;D

aey_iam

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 02:25:48 PM »
ค่อยโล่งหน่อย นึกว่าจะโดนแบน ที่ตั้งกระทู้มานี้ ไม่ต้องไปถึงต่างจังหวัดค่ะ แถวบางนานี่เอง ค่ะ  ???

คุณ Modnoy เจอมากะตัวเองเลยหรือค่ะ  ??? มารอฟังเรื่องราวด้วยคนคะ  :D

MODNOY

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 06:47:23 PM »
ไม่เชิงคะ ครั้งแรกจะเป็นคนแถวบ้านเล่าให้ฟังว่าญาติเค้าเจอ พอดีญาติเค้าเป็นผู้หญิงทำงานเลิกดึกเมื่อประมาณ เกือบ 30 ปีมาแล้ว กำลังเดินกลับ้าน มองเห็นว่ามีคนกำลังเดินสวนมา แต่พอเดินเข้ามาใกล้ๆ ยิ่งใกล้ตัวยิ่งสูงขึ้นๆๆๆ แล้วก็หายไป ญาติของคนที่เล่าเค้าไม่กลัว ได้แต่บอกไปว่าจะทำบุญอุทิศไปให้ มันนานมากแล้วที่ได้ยิน แล้วก็ไม่มีใครได้เจออีกเลย จนเมื่อวันที่ 21/1 หลานสาวฝันว่าเห็นคนแถวบ้านแต่เสียชีวิตไปแล้ว ในฝันเค้าเดินไปตัวก็สูงไป สูงเลยต้นไผ่อีก เลยสงสัยว่าตอนที่ป้าคนนี้ตอนที่มีชีวิตอยู่ก้อเห็นไปทำบุญ ใส่บาตร แต่ทำไมเปน เหมือนที่เค้าเล่ากันเลย แต่เรื่องที่มีคนเคยเจอนั้น หลานสาวยังไม่เกิดเลย  ??? เลยคิดไปเองว่าป้าเค้าอาจจะเปนเปรตได้ไหม  ???

ออฟไลน์ เสาร์น้อย

  • Apprentice, Sr.
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2080
  • Karma: +177/-11
Re: เปรต
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 10:23:33 PM »
คอนเฟิส เรื่องเดียวกัน คือคนที่เห็นเป็นลูกน้องที่ทำงานเองแหละ เค้าไม่ใช่คนโกหกด้วย  สิ่งที่เขาเห็นก็คือตอนแรกก็เห็นเท่ากับคนปกติ สักพักก็สูง ขึ้น สูงขึ้น อย่างนี้เลย เห็นกันเป็นกลุ่มด้วยแหละ วิ่งบ้านใครบ้านมัน  >:( :o

aey_iam

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 10:25:38 PM »
 :o :o :o :o :o :o :o :o

ออฟไลน์ Aur

  • Fengshui Master
  • Hero Member
  • ******
  • กระทู้: 1098
  • Karma: +314/-39
Re: เปรต
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 11:26:23 PM »
เปรต เคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่จำความได้ แต่อยากรู้จิงว่าเปรตจิงจิงแล้วมีไหม

ทำไมถึงเป็นเปรต แล้วเปรตรูปร่างหน้าตาเปนอย่างไร ใช่สูงๆๆๆ ไหม
ทำไมคนที่ตอนมีชีวิตอยู่ไปทำบุญ ใส่บาตร แต่พอตายไปแล้วถึงมาในสภาพที่เหมือนเปรตที่ได้ยินมาไหม อยากรู้จิงมีใครให้คำตอบได้ไหมค่ะ สงสัยแต่ไม่กล้าถามกลัวคนหาว่าไร้สาระ ???

มาตอบคำถามให้นะคะ เอาคำถามแรกก่อน เปรตมีจริงค่ะ พี่อ๋อเคยเห็น มีทั้งในเมืองและต่างจังหวัดละค่ะ ครั้งแรกที่เห็นก็ตกใจเหมือนกันเพราะเห็นที่บ้านในกรุงเทพ แล้วหลังจากที่เห็นไม่กี่วันบริเวณนั้นก็เกิดไฟไหม้ ส่วนที่เห็นที่ต่างจังหวัดเพราะไปปฏิบัติที่ในป่าแล้วตามกฏของพระพุทธเจ้าเราไม่สามารถนำอาหารมาเก็บไว้ได้แต่วันนั้นลืมเอากลับมาเก็บที่กุฏ พอตกกลางคืนก็มีเสียงดังเหมือนมีใครมาทุบหลังคาเลยเดินออกมาดู น่าสงสารมากเพราะอาหารห่อเล็กนิดเดียวแต่มือเค้าใหญ่ตัวสูงเหมือนตึก5ชั้นอีกอย่าง ปากเค้าเล็กมากกินไม่ได้แน่นอน คงหิวน่าดู น่าสงสารนะ

ส่วนที่ถามที่ว่าทำไมคนที่ตอนมีชีวิตทำบุญใส่บาตรแต่ตายไปเป็นเปรต ก็เพาะว่า เราใส่บาตรผิด อย่างเช่น เราทำบุญเพราะอยากได้หน้า หรือเราทำบุญเพราะเราอยากได้อย่างนี้อยากสบายในชาติหน้า หรือการใส่บาตรโดยไม่ได้คำนึงถึงกฏของสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เช่น เราใส่บาตรด้วยนม หรือเราถามพระว่าอาหารอร่อยไหม ปรุงไหม อยากทานอะไรไหม แล้วพระตอบมาโดยที่เราไม่ได้ปรวณาตัวไว้ ก็เท่ากับสนับสนุนให้พระกระทำผิดศิษย์นะ หรืออย่างที่กระทู้เขียนถึงการทำสัฆทาน เราก็ต้องเห็นว่าเวลาทำต้องเป็นองค์4 คือมีพระตั้งแต่4รูปขึ้นไป หรือให้พระตัวแทน แต่ปัจจุบันบางทีเราก็ใส่อย่างเดี่ยวไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้กฏ อย่างอาหารหรือผลไม้มีเมล็ดก็ไม่สามารถฉันได้เพราะมันสามารถเติบโตได้ ดังนั้นเวลาเราใส่ส้ม ถ้าพระจะฉันก็ต้องเอานิ้วจิกก่อนไม่งั้นก็ฉันไม่ได้ ทำให้สงฆ์ ลำบากเพราะเมื่อรับบิณฑบาตรมาแล้วไม่ฉันก็ไม่ได้ดังนั้นเมื่อปฏิเสธไม่ได้มันก็คือ ผิดไง (เราผิดนะ) นั้นจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่คนเมื่อตายแล้วทำบุญยังกลายเป็นเปรต แต่การเป็นเปรตมีหลายอย่างนะไม่ใช่แค่นี้มีสาเหตุอื่นอีกนะ แต่ตอบที่ถามแล้วนะ ;D ;D ;D

ออฟไลน์ Yuija

  • Jr. Member
  • กระทู้: 63
  • Karma: +1/-2
Re: เปรต
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 11:56:26 PM »
ขอบคุณพี่อ๋อมากค่ะ ได้ความรู้ใหม่เยอะเลยค่ะ
จะเอาความรู้เรื่องการทำบุญ ไปเล่าให้คนอื่น ๆ ฟังด้วย จะได้เข้าใจอย่างถูกต้องเช่นกัน  :D :D :D


aey_iam

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มกราคม 23, 2008, 11:57:57 PM »
มาตอบคำถามให้นะคะ เอาคำถามแรกก่อน เปรตมีจริงค่ะ พี่อ๋อเคยเห็น มีทั้งในเมืองและต่างจังหวัดละค่ะ ครั้งแรกที่เห็นก็ตกใจเหมือนกันเพราะเห็นที่บ้านในกรุงเทพ แล้วหลังจากที่เห็นไม่กี่วันบริเวณนั้นก็เกิดไฟไหม้ ส่วนที่เห็นที่ต่างจังหวัดเพราะไปปฏิบัติที่ในป่าแล้วตามกฏของพระพุทธเจ้าเราไม่สามารถนำอาหารมาเก็บไว้ได้แต่วันนั้นลืมเอากลับมาเก็บที่กุฏ พอตกกลางคืนก็มีเสียงดังเหมือนมีใครมาทุบหลังคาเลยเดินออกมาดู น่าสงสารมากเพราะอาหารห่อเล็กนิดเดียวแต่มือเค้าใหญ่ตัวสูงเหมือนตึก5ชั้นอีกอย่าง ปากเค้าเล็กมากกินไม่ได้แน่นอน คงหิวน่าดู น่าสงสารนะ

ส่วนที่ถามที่ว่าทำไมคนที่ตอนมีชีวิตทำบุญใส่บาตรแต่ตายไปเป็นเปรต ก็เพาะว่า เราใส่บาตรผิด อย่างเช่น เราทำบุญเพราะอยากได้หน้า หรือเราทำบุญเพราะเราอยากได้อย่างนี้อยากสบายในชาติหน้า หรือการใส่บาตรโดยไม่ได้คำนึงถึงกฏของสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เช่น เราใส่บาตรด้วยนม หรือเราถามพระว่าอาหารอร่อยไหม ปรุงไหม อยากทานอะไรไหม แล้วพระตอบมาโดยที่เราไม่ได้ปรวณาตัวไว้ ก็เท่ากับสนับสนุนให้พระกระทำผิดศิษย์นะ หรืออย่างที่กระทู้เขียนถึงการทำสัฆทาน เราก็ต้องเห็นว่าเวลาทำต้องเป็นองค์4 คือมีพระตั้งแต่4รูปขึ้นไป หรือให้พระตัวแทน แต่ปัจจุบันบางทีเราก็ใส่อย่างเดี่ยวไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้กฏ อย่างอาหารหรือผลไม้มีเมล็ดก็ไม่สามารถฉันได้เพราะมันสามารถเติบโตได้ ดังนั้นเวลาเราใส่ส้ม ถ้าพระจะฉันก็ต้องเอานิ้วจิกก่อนไม่งั้นก็ฉันไม่ได้ ทำให้สงฆ์ ลำบากเพราะเมื่อรับบิณฑบาตรมาแล้วไม่ฉันก็ไม่ได้ดังนั้นเมื่อปฏิเสธไม่ได้มันก็คือ ผิดไง (เราผิดนะ) นั้นจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่คนเมื่อตายแล้วทำบุญยังกลายเป็นเปรต แต่การเป็นเปรตมีหลายอย่างนะไม่ใช่แค่นี้มีสาเหตุอื่นอีกนะ แต่ตอบที่ถามแล้วนะ ;D ;D ;D

ขอบคุณนะคะพี่อ๋อ ที่มาตอบให้หายข้องใจ แถมได้ความรู้เรื่องการใส่บาตรที่ถูกต้อง พี่อ๋อค่ะ ... ถ้าใส่บาตรด้วย "นม" ทุกชนิด ถือว่าผิด ใช่มั้ยค่ะ  ???

ta2

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มกราคม 24, 2008, 08:55:51 AM »
ไม่ใช่จ้านมที่มาจากสัตว์เท่านั้นส่วนนมที่มาจากพืชได้จ้า

aey_iam

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มกราคม 24, 2008, 08:57:40 AM »
ไม่ใช่จ้านมที่มาจากสัตว์เท่านั้นส่วนนมที่มาจากพืชได้จ้า


---ขอบคุณมากนะคะ พี่ ta2 ผู้น่ารัก---

noo_yok

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: มกราคม 24, 2008, 11:05:20 AM »
ส่วนที่ถามที่ว่าทำไมคนที่ตอนมีชีวิตทำบุญใส่บาตรแต่ตายไปเป็นเปรต ก็เพาะว่า เราใส่บาตรผิด อย่างเช่น เราทำบุญเพราะอยากได้หน้า หรือเราทำบุญเพราะเราอยากได้อย่างนี้อยากสบายในชาติหน้า หรือการใส่บาตรโดยไม่ได้คำนึงถึงกฏของสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เช่น เราใส่บาตรด้วยนม หรือเราถามพระว่าอาหารอร่อยไหม ปรุงไหม อยากทานอะไรไหม แล้วพระตอบมาโดยที่เราไม่ได้ปรวณาตัวไว้ ก็เท่ากับสนับสนุนให้พระกระทำผิดศิษย์นะ หรืออย่างที่กระทู้เขียนถึงการทำสัฆทาน เราก็ต้องเห็นว่าเวลาทำต้องเป็นองค์4 คือมีพระตั้งแต่4รูปขึ้นไป หรือให้พระตัวแทน แต่ปัจจุบันบางทีเราก็ใส่อย่างเดี่ยวไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้กฏ อย่างอาหารหรือผลไม้มีเมล็ดก็ไม่สามารถฉันได้เพราะมันสามารถเติบโตได้ ดังนั้นเวลาเราใส่ส้ม ถ้าพระจะฉันก็ต้องเอานิ้วจิกก่อนไม่งั้นก็ฉันไม่ได้ ทำให้สงฆ์ ลำบากเพราะเมื่อรับบิณฑบาตรมาแล้วไม่ฉันก็ไม่ได้ดังนั้นเมื่อปฏิเสธไม่ได้มันก็คือ ผิดไง (เราผิดนะ) นั้นจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่คนเมื่อตายแล้วทำบุญยังกลายเป็นเปรต แต่การเป็นเปรตมีหลายอย่างนะไม่ใช่แค่นี้มีสาเหตุอื่นอีกนะ แต่ตอบที่ถามแล้วนะ ;D ;D ;D

โหได้ความรู้เยอะแยะเลยขอบคุณพี่อ๋อค่ะ ชนะเลิศจริงๆ คราวหลังจะใส่บาตรหรือทำอะไรจะได้ระวังค่ะ  ;D ;D ขอบคุณค่ะ

MODNOY

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2008, 08:03:35 PM »
ขอบคุณพี่อ๋อที่ให้คำตอบนะค่ะจะได้ทำบุญให้ถูก ถึงว่าคนเด๋วนี้เค้าเข้าใจกันว่ายิ่งทำบุญมากก้อยิ่งได้ผลตอบแทนมามาก เพราะได้ยินมากะหูว่า ยิ่งทำบุญด้วยเงินมาเท่าไหร่ก้อจะได้กลับมามากกว่าที่ทำไป ฟังแล้วแปลกๆ แต่เปนจิง คนที่ทำงานนี่แหละเค้าแก่แล้ว ชอบไปทำบุญ แต่หลังๆ นี่ทำเพราะอยากได้กลับมามากกว่าที่ทำไป ด้วยการทำบุญแล้วไปซื้อหวยใต้ดิน พอถูกก้อบอกว่าเนี่ยทำบุญไปนะ แต่พอไม่ถูกก้อบอกว่าต้องทำบุญให้มากกว่านี้อีก เฮ้อ :-X ปฎิบัติธรรมแบบไหนก้นเนี่ย

jibntr

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2008, 04:15:38 PM »
อ่านแล้วตกใจจริงๆ ความรู้เล็กน้อยก็สำคัญ และควรใส่ใจ โอ้แม่เจ้าต้องรีบไปบอกแม่ก่อน ขอบคุณนะค้า  :)

trp2002

  • บุคคลทั่วไป
Re: เปรต
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 01:22:59 PM »
เรื่องทำบุญด้วยนมและส้มนั้นทำได้ครับ ไม่เป็นบาป 

ผลไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดนั้น เวลาทำบุญพระที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบจะต้องถามว่า

         
กับปิยัง กะโรหิ   ซึ่งแปลว่า สิ่งนี้สมควรแล้วหรือยัง
เราต้องต้องว่า กับปิยัง ภัณเต กะโรมิ  ซึ่งแปลว่า สมควรแล้ว
และเอาของแหลมเช่นไม้จิ้มฟันหรือนิ้วเราก็ได้จิ้มลงไปในผลไม้ครับ 


นั่นคือเราต้องทำหน้าที่กัปปิยะ ให้ท่าน ก่อนที่ท่านจะนำไปฉันนั่นเอง

แต่ถ้าเราพระท่านไม่รู้วินัย ก็เลี่ยงการถวายได้ดีครับจะได้ช่วยให้ท่านไม่อาบัติ
แต่เราไม่เป็นเปรตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะถวายหรือไม่ การทำบุญด้วยทานนั่นเป็น
กุสโลบายเพื่อให้เราสละความตระหนี่ เพราะฉะนั้นเราต้องทำบุญด้วยใจครับ
ยิ่งตั้งใจที่จะสละมาก ยิ่งได้บุญมาก แม้สิ่งที่เราถวายจะไม่มากเท่าไหร่ก็ตาม
แต่ก็จะได้บุญมากกว่า ทำบุญมากแต่รู้สึกเสียดาย หรือทำบุญเพื่อขอ

ในส่วนของผลไม้ที่มีเมล็ดนั้น(ภูตคาม)
อ้างอิงส่วนหนึ่งจากพระไตรปิฎก ในส่วนของพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค ดังนี้

ภิกษุสำคัญว่าพืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ให้คนอื่น
 ทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
      พืช ภิกษุสงสัย ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ให้คนอื่นทำลายก็ดี
 ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.
      พืช ภิกษุสำคัญว่า ไม่ใช่พืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ให้คนอื่น
 ทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ไม่ต้องอาบัติ.
      ไม่ใช่พืช ภิกษุสำคัญว่าพืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ให้คนอื่น
 ทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.
      ไม่ใช่พืช ภิกษุสงสัย ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ให้คนอื่นทำลายก็ดี
 ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.
      ไม่ใช่พืช ภิกษุสำคัญว่า ไม่ใช่พืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ให้
 คนอื่นทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ไม่ต้องอาบัติ.
                          อนาปัตติวาร
      [๓๕๗] ภิกษุกล่าวว่า ท่านจงรู้พืชนี้ ท่านจงให้พืชนี้ ท่านจงนำพืชนี้มา เรามีความ
 ต้องการด้วยพืชนี้ ท่านจงทำพืชนี้ให้เป็นกัปปิยะดังนี้ ๑ ภิกษุไม่แกล้งพราก ๑ ภิกษุทำเพราะ
 ไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนนมจากสัตว์นั้นสามารถทำบุญได้โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฎกในส่วนของพระวินัยปิฎก  มหาวรรค ภาค ๒ ดังนี้

 ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเสด็จพระพุทธ-
 *ดำเนินเข้าสถานที่อังคาสของเมณฑกะคหบดี ครั้นแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย
 พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงเมณฑกะคหบดีสั่งคนเลี้ยงโค ๑,๒๕๐ คนว่า พนายทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น
 จงช่วยกันจับแม่โคนมคนละตัว แล้วยืนใกล้ๆ ภิกษุรูปละคนๆ เราจักเลี้ยงพระด้วยน้ำนมสด
 อันรีดใหม่ที่มีน้ำยังอุ่นๆ ครั้นแล้วได้อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนีย-
 *โภชนียาหารอันประณีต และด้วยน้ำนมสดอันรีดใหม่ด้วยมือของตน จนให้ห้ามภัตรแล้ว ภิกษุ
 ทั้งหลายรังเกียจ ไม่ยอมรับประเคนน้ำนมสด พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 จงรับประเคนฉันเถิด.
      เมื่อเมณฑกะคหบดีอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหาร
 อันประณีต และด้วยน้ำนมสดรีดใหม่ด้วยมือของตนจนยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสร็จ ทรงนำ
 พระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมณฑกะคหบดีนั่งอยู่
 ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า มีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า หนทาง
 กันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไป ทำไม่ได้ง่าย ขอประทานพระ
 วโรกาส ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตเสบียงเดินทางแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
                          เมณฑกานุญาต
      ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เมณฑกะคหบดีเห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง
 ด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับไป หลังจากนั้นพระองค์ทรงทำธรรมีกถา
 ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโครส ๕ คือ นมสด นมส้ม เปรียง เนยข้น เนยใส.[/color]

ออฟไลน์ Aur

  • Fengshui Master
  • Hero Member
  • ******
  • กระทู้: 1098
  • Karma: +314/-39
Re: เปรต
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 05:31:56 PM »
จากสิ่งที่คุณ Trp2002 กล่าวมาไม่ผิดเลยนะคะ ขอบคุณที่นำมาเล่า เพียงแต่ที่คุณเล่าเป็นตอนที่พระพุทธเจ้าอนุญาติในกรณีที่ไปในที่ ทุลกันดานและไม่มีน้ำดื่มหรือหายาก เหมือนที่ตอนอนุญาติให้พระโสณโกฬิวิสะเถระ ทำความเพียรจนเท้าเจ็บจึงทูลขอ และพระพุทธเจ้าตรัส " "ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอนุญาติให้พวกเธอสวมรองเท้าชั้นเดียวได้แต่ไม่อนุญาติรองเท้าหลายชั้น(ต่อมาพระมหากัจจายนะ กราบทูลขอให้ใส่รองเท้าหลายชั้นได้ในปัจจันตชนบท ตั้งแต่นั้นภิกษุจึงใส่รองเท้าหลายชั้นได้)ซึ่งตอนที่คุรเขียนเล่านั้นเป็นตอนก่อนที่พุทธบัญญัติกฏ เพราะตอนหลังพระภิกษุทะเลาะกันนะคะ

กฏอยู่ใน 227ข้อ ข้อที่ 88 สิขาบทที่ 9

พระฉัพพัคคีย์ ขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ประชาชนพากันเพ่งโทษติเตียน ภิกษุทั้งหลายได้ยินต่างติเตียนแล้วกราบทูล จึงทรงติเตียนแล้วมีพระบัญญัติห้าม
สมัยต่อมาภิกษุอาพาธทั้งหลายอยู่ไม่ผาสุก เพราะไม่ได้โภชนะอันประณีต เนื่องจากมีพระบัญญัติห้ามขอ พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงทรงอนุบัญญัติว่า

อนึ่ง ภิกษุใดมิใช่ผู้อาพาธ ขอโภชนะอันประณีตเห็นปานนี้ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง นำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม(นมเปรียว) เพื่อประโยชนืแก่ตนแล้วฉัน เป็นปาจิตตีย์
และมีคำอธิบายไว้ว่า
-ที่ชื่อว่าเนื้อปลา ได้แก่ สัตว์ที่เที่ยวไปในน้ำ เนื้อ ได้แก่ เนื้อสัตว์บกที่มีมังสะเป็นกัปปิยะ
-ที่เชื่อว่า นมสด ได้แก่ น้ำนมโค น้ำนมแพะ น้ำนมกระบือ หรือน้ำนมของสัตว์ที่มีมังสะเป็นกัปปิยะ
-ที่ชื่อว่า นมส้ม ได้แก่ นมส้มที่เกิดจากน้ำนมของสัตว์
-ที่ชื่อว่า มิใช้ผู้อาพาธ คือ ผู้ที่เว้นโภชนะอันประณีตก็ยังอยู่ได้โดยผาสุขได้ ฯลฯ

เอาเป็นว่าพี่อ๋อเชื่อว่าคุณ trp2002 คงรู้พระธรรมวินัยแน่นอนจากที่เขียนเล่ามา พี่อ๋อ คิดว่า คุณลองไปถามพระวัดป่าดูก็ได้ โดยเฉพาะวัดของหลวงปู่ชา พระที่นั้นจะไม่ฉันนมเลย และจะไม่รับด้วย อย่างมาม้า ที่เราใส่ๆกันก็เหมือนกัน พระสงฆ์ ไม่สามารถปรุงอาหารได้ถ้าเราใส่บาตรไปและเป็นพระปฏิบัติ ก็จะ ต้องฉันทั้งดิบๆเลยเหมือนเวลาเราเอามากินเล่นนะและ ทรมาณท่านนะ แต่รู้ใช่ไหมว่าพระในประเทศเรามี 2 นิกาย หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านคือ พระบ้านกับพระป่า ซึ่งพระป่าจะปฏิบัติตามกฏที่มีมาแต่เดิม แต่ถ้าเป็นพระบ้านจะมีการแก้จากของเดิม เช่น รับเงินได้ ทาน นม ได้ และ ทานผลไม้ที่มีเม็ดได้ ถอนต้นไม้ได้ ไม่นอนพื้นก็ได้ นอนแอร์ก็ได้ฯลฯ ทานของเหลวหลังเที่ยงก็ได้เป็นต้น แต่พี่อ๋อถือสายวัดป่า เอาตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้

ส่วนเรื่องเปรต เป็นยังไงนั้นในวัฏสงสาร 31 ภูมิ มีบัญญัติไว้ มี

1. โลกเบื่องสูง
-มีปฐมภูมิ 3 ทุติยฌานภูมิ 3 ตติยฌามภูมิ 3 พรหมภูมิตั้งแต่ชั้น 10-20 ชั้นที่ 1-11 จุติมาด้วยอานิสงส์ สมณภาวนารูปญาณทั้ง 4 ชั้น ชั้น 12-16 อานิสงฆ์วิปัสสนาจนเกิดปัญญาเป็นอนาคามียาวไปหาอ่านนะ (เพราะคราวนี้เน้นเรื่องเปรตตามหัวข้อนะ)
2.โลกเบื่องกลาง โลกมนุษย์
3.โลกเบื่องต่ำ โลกนรกประกอบด้วย
มหานรก 8 ขุม
อุสสทนรก 128 ขุม
ยมโลกนรก 320 ขุม
โลกันตร์นรก 1 ขุม
ส่วนเปรตมีอยู่12 ชนิด 4 ประเภท 21 จำพวกจะอยู่ในโลกเปรตชื่อว่าเปตติวิสยภูมิ มีมหิทธิกเปรตเป็นผู้ปกครองมีอายุไม่แน่นอนแล้วแต่กรรม
เปรต 12 ชนิดได้แก่
วันตาสเปรต กินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร
กุณปาสเปรต กินซากศพเป็นอาหาร
คูถขาทกเปรต กินอุจารระเป็นอาหาร
อัคคิชาลมุขเปรต มีเปลวไฟอยู่ในปากเสมอ
สูจิมุขาเปรต มีปากเท่ารูเข็ม
ตัณหัฏฏิตเปรต ถูกตัณหาเบียดเบียนให้หิวตลอดเวลา
สุนิชฌามกเปรต มีลำตัวดำเหมือนตอไม้เผา
สัตถังคเปรตมีเล็ปมือเท้าคมเหมือนมีด
ปัพพตังคเปรต มีร่างกายสูงเท่าภูเขา
อชครังคเปรต มีร่างกายเหมือนงู
เวมานิกเปรต เสวยทุกข์กลางวัน กลางคืนไปเสวยสุขในสวรรค์
มหิทธิกเปรต มีฤทธิ์มาก อยู่ในป่า
ส่วนการทำเช่นไรเป็นเปรต ก็ต้องขึ้นอยู่กับ การตั้งใจหรือการปฏิบัติของคนแต่ละคน และเวลาในโลกทั้ง 3 ส่วนก็แตกต่างกันเป็นร้อยเป็นหมื่นปี แต่ระชั้นก็จะมีระยะเวลาที่ต่างกันด้วย

ในส่วนของต้นไม้ก็เหมือนกันถ้าเป็นพระวัดป่าเค้าก็จะใช้ ปะขาวหรือเณรไป กัปปิ หรือถอนให้ อย่างที่บอกกฏทุกกฏ อยู่ที่คนจะทำความเข้าใจ แต่พี่อ๋อก็บอกไว้เช่นกัน(ในไดอารี่)ว่า สิ่งที่พี่อ๋อนำมากล่าวหรือบอกเป็นกฏของวัดป่าและเป็นกฏดั่งเดิมและในการใส่บาตรของคนปัจจุบันอย่างที่คุรพูดถูกต้องทุกอย่างเพียงแต่ปัจจุบันคุรเคยเห็นพระรูปใดที่ถามอย่างที่คุณเขียนไหมละแล้วถ้าไม่ถามเมื่อกับไปถึงกุฏิ คุณว่าเมื่อรับมาแล้ว พระก็ฉันใช้ไหม พี่อ๋อไม่รู้ในส่วนของพระเพียงแต่เมื่อเราเป็นอุบาสกกับอุบาสิกา เราก็ควรที่จะช่วยท่านให้ผิดกฏน้อยที่สุดเท่านั้นเอง

อย่างการรับบาตรเกิน 3 บาตรก็เหมือนกัน จริงๆกฏเดิมอนุญาติให้รับได้หนึ่งบาตรและแค่เพียงพอต่อการทานและต้องทานให้หมด(มีกฏอื่นขณะฉันด้วย) แต่ต่อมาก็มีการบิณทบาตรเพื่อพระอาพาธ หรือแม้แต่การที่ผู้คนอยากใส่บาตรแล้วพระไม่พอ ทำให้พระในเมืองต้องแบกของกันเป็นกระสอบ นี่ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างที่กฏเปลี่ยนไป แต่จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์เองก็ทรงตรัสไว้เช่นกันว่ากฏสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เพียงแต่กฏที่พระวัดป่ายังคงเลือกปฏิบัติก็ยังคงเป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เท่านั้นเอง  กฏหรือผลของกฏ ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือการปฏิบัติ ถ้าเราบอกว่ามันไมเป็นไร เหมือนที่พี่อ๋อเดินไปเจอพระทานไอศครีมตอน บ่าย 2 เค้าก็บอกว่าทานได้เป็นนม แต่ถ้าเป็นพระวัดป่าหรือแม้แต่พระฝรั่งที่ไปปฏิบัติกับวัดป่าที่เครง เช่นวัดหลวงป่าชา(หนองป่าพง) เราจะเห็นเลยว่าแม้พระฝรั่ง ก่อนท่านจะฉัน ท่านจะดูก่อนเลยว่าน้ำนั้นมีส่วนผสมของนม หรือเนยหรือไม่ถ้ามีงั้นท่านก็จะไม่ฉัน

ดังนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อนะ พี่อ๋อบอกไม่ได้ว่า ถ้าไม่เชื่อตามที่พุทธองค์บัญญัติแล้วเราจะไปเป็นเปรตหรือตกนรกขุมไหน หรือตกจริงหรือเปล่า พี่อ๋อคงบอกไม่ได้เพราะยังไม่เคยตาย ;D ;D ;D แต่เพื่อความปลอดภัยพี่อ๋อก็ขอปฏิบัติอย่างที่ครูอาจารย์สายวัดป่า และพระธรรมวินัยบอกไว้ดีกว่า แต่ก็งงๆนะว่า พี่อ๋ออ่านพระไตรปิฏก(44เล่ม) มามากกว่า 1 รอบแน่ โดยเฉพาะพระวินัย  ทั้ง 227 ข้อ ทำไม พี่อ๋อไม่เห็นที่ท่านทรงอนุญาติเลย ส่วนเรื่องที่คุณเอามาเขียนมีอยู่จริงและมีบัญญัติไว้ด้วยว่าสามารถทำได้ในยามที่ขาดแครนหรืออาพาธ(เหมือนเรื่องรองเท้า) นอกนั้นไม่เห็นนะ ขออภัยที่ต้องมาชี้แจง แต่พี่อ๋อชอบนะ ถ้ามีใครไม่เห็นด้วย เขียนมาบอกได้นะเพราะบางอย่างพี่อ๋ออาจจะรู้ไม่จริงก็ได้ คนเราติเพื่อก่อ ทำให้ได้ความรู้เพิ่มดีที่สุดจ้า ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 05:46:11 PM โดย Aur »

ออฟไลน์ moopingus

  • Apprentice #5
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 420
  • Karma: +16/-2
Re: เปรต
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 06:03:57 PM »
ดีจัง  ได้ความรู้เรื่องของถวายพระ จะได้ปฏิบัติได้ถูก ไม่อยากเป็นเปรต

 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.436 วินาที กับ 17 คำสั่ง