ขอขอบคุณพี่อ๋อ และทีมงานที่นำเสนอสิ่งที่เป็นประโชชน์
เป็นไปตามหลักเหตุและผล ไม่หลงเชื่อไปอย่างงมง่ายไรสาระและประโยชน์
สำหรับผมที่ทำคือเวลานอน
นอนราบ เอามือทั้งสองประสานกันไว้ที่ช่วงท้อง นอนหลับตา ภาวนา พุทโธ
เริ่มจากตั้งสติให้อยู่ในปัจจุบัน หยุดคิดได้ตามใจปราถณา พึงระงับความคิด และปล่อยอารมณ์ทั้งหมด
ต่อมาเฝ้าดูจิตพักสงบ ไม่บังคับจิต เมื่อจิตมีอารมณ์ มองอารมณ์นั้นเฉยอยู่ พิจราณาจากนั้นก็ท้อง "พุทโธ" กำหนดไว้ที่การยุบพองของใต้กระบังลม
การภาวนา "พุทโท" นั้น เพื่อขัดเกลาจิตที่มีขยุะพอกหนา
เมื่อจิตเริ่มเชื่อง เลิกแส่ส่ายไปหาอารมณ์อื่นแล้ว ก็ต้องปล่อยว่างเสีย เลิกภาวนา "พุทโธ"
แล้วตำรงสติ "พิจารณา อารมณ์ของจิต" ว่าจิตเผลอคิดส่อสายไปมา
จนกว่าจิดจะเชื่องมากกว่านั้นจึงพิจารณาให้เห็นความจริงคือ "ไตรลักษณ์ของธรรมชาติ" เห็นความจริงว่า
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คืออารมณ์ของจิต มีขึ้น มีลง แล้วหายไป เป็นไปตามไตรลักษณ์
เป็นการเฝ้าดูจิตใจของตัวเองในทุกปัจจุบันขณะ รู้ตัวว่า ดีใจก็รู้ เสียใจก็รู้ โกรธก็รู้ แล้วก็หายไป
เหมือนกันกับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และด้บไป เป็นอนัตตา
เป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คนครับ
ปล. ท่าทางแล้วแต่ละคนที่ถนัด คือ นั้ง เดิน หรือนอน แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน
"ทุกการเดินทาง ยังต้องมีก้าวแรก เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย"
"เพื่อการปฏิบัติ ก็ต้องมีการเริ่มต้น จึงจะถึงเป้าหมาย"