อ๋อซียูดอทเน็ต - aurseeyou.net

 

ผู้เขียน หัวข้อ: ปฏิบัติกันเถอะ  (อ่าน 23381 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

noo_yok

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2007, 11:22:43 AM »
เข้ามาอนุโมทนาบุญของการปฏิบัติของคุณ  Moew  ด้วยค่ะ

thaijindes

  • บุคคลทั่วไป
อยากถามพี่อ๋อค่ะ
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: มกราคม 18, 2008, 01:18:15 AM »
  พี่อ๋อและลูกศิษย์พี่อ๋อค่ะ พี่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ท้อแท้มาก อยากร้องให้โดยที่ไม่มีใครมาทำร้ายไหมค่ะ
เวลาที่พี่อ๋อรู้สึกแบบนี้ พี่อ๋อทำอย่างไงค่ะ ถึงรู้สึกดีขึ้น  ตอนนี้น้องรู้สึกแบบนี้และเป็นบ่อยมาก
อาจเป็นเพราะน้องอยู่ไกลบ้าน พี่อ๋อพอจะมีคำสอนดีๆๆที่ทำให้ น้องมีพลังมากขึ้นไหมค่ะ   :(
 

ออฟไลน์ Patch12

  • Full Member
  • กระทู้: 254
  • Karma: +7/-0
Re: อยากถามพี่อ๋อค่ะ
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: มกราคม 18, 2008, 10:31:00 AM »
  พี่อ๋อและลูกศิษย์พี่อ๋อค่ะ พี่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ท้อแท้มาก อยากร้องให้โดยที่ไม่มีใครมาทำร้ายไหมค่ะ
เวลาที่พี่อ๋อรู้สึกแบบนี้ พี่อ๋อทำอย่างไงค่ะ ถึงรู้สึกดีขึ้น  ตอนนี้น้องรู้สึกแบบนี้และเป็นบ่อยมาก
อาจเป็นเพราะน้องอยู่ไกลบ้าน พี่อ๋อพอจะมีคำสอนดีๆๆที่ทำให้ น้องมีพลังมากขึ้นไหมค่ะ   :(
 

 ;D ;D เข้ามาเป็นกำลังใจให้ค่ะ คุณ thaijindes ตัวดิฉันก็เคยรู้สึกแบบคุณ ตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนกัน  ปัญหาบางปัญหาของดิฉันแก้ไม่ได้จริง ๆ ถ้าคิดจะแก้ไปแล้วต้องทำร้ายจิตใจคนที่เรารักมาก ๆ เราขอเจ็บเองดีกว่า ก็เลยต้องยอมรับสภาพไปค่ะ ถ้าคุณอยากร้องไห้ก็ร้องไปเถอะค่ะร้องไปให้พอ แล้วกลับมาฮึดสู้ใหม่นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ;D ;D

aey_iam

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: มกราคม 18, 2008, 10:36:32 AM »
  พี่อ๋อและลูกศิษย์พี่อ๋อค่ะ พี่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ท้อแท้มาก อยากร้องให้โดยที่ไม่มีใครมาทำร้ายไหมค่ะ
เวลาที่พี่อ๋อรู้สึกแบบนี้ พี่อ๋อทำอย่างไงค่ะ ถึงรู้สึกดีขึ้น  ตอนนี้น้องรู้สึกแบบนี้และเป็นบ่อยมาก
อาจเป็นเพราะน้องอยู่ไกลบ้าน พี่อ๋อพอจะมีคำสอนดีๆๆที่ทำให้ น้องมีพลังมากขึ้นไหมค่ะ   :(
 

อยากแนะนำให้คุณ thaijindes ลองเข้าไปในห้อง "ธรรม...ดา"
ดูนะคะ มีกระทู้และบทความดีดี ที่สามารถนำไปเสริมสร้างกำลังใจ
ได้อย่างมากมายเชียวค่ะ  ยังไงก็ตามเข้ามาเป็นกำลังใจให้อีกคนนะคะ
:D ...สู้...สู้... :D


--เว็ปนี้มีทุกสิ่งให้เลือกสรรค่ะ--

kung72

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: มกราคม 18, 2008, 10:45:31 AM »
ขอบคุณค่ะที่แนะนำ จะปฏิบัติตามหลังจากสวดมนต์ทุกวัน  :)

bamee_c

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: มกราคม 25, 2008, 06:24:17 AM »
ขอบคุณค่ะ  จะนำไปปฏิบัติดู

ออฟไลน์ moopingus

  • Apprentice #5
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 420
  • Karma: +16/-2
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2008, 10:30:33 AM »
จะปฏิบัติให้ดีค่ะ :D

ออฟไลน์ kansuda_l

  • Full Member
  • กระทู้: 182
  • Karma: +1/-1
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2008, 08:54:10 PM »
อ้างถึง
พี่อ๋อค่ะ...แล้วก่อนลืมตา หรือ ก่อนออกจาก
การนั่งสมาธิ เราต้องแผ่เมตตา หรือ
ปฏิบัติอย่างไร บ้างคะ ???
อยากทราบเหมือนกันค่ะ

bamee_c

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2008, 07:19:02 AM »
พี่อ๋อค่ะ 
วันอาทิตย์ที่ 17-20 กพ.51  bamee ได้ไปถือศีลบวชชีพรหม มาค่ะ อิ่มบุญม๊ากๆ
เลยเอามาฝากทุกๆ  คนด้วยนะค่ะ
จากที่เคยนั่งสมาธิ ไม่ได้เลย มันรู้สึกลำบากมาก  ตอนนี้ดีขึ้น 20%แล้ว คงจะดีขึ้นเลื่อยๆ ค่ะ
บวชครั้งนี้ เป็นครั่งที่ 4-5 แล้วค่ะ
           

ออฟไลน์ Patch12

  • Full Member
  • กระทู้: 254
  • Karma: +7/-0
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2008, 10:46:16 AM »
พี่อ๋อค่ะ 
วันอาทิตย์ที่ 17-20 กพ.51  bamee ได้ไปถือศีลบวชชีพรหม มาค่ะ อิ่มบุญม๊ากๆ
เลยเอามาฝากทุกๆ  คนด้วยนะค่ะ
จากที่เคยนั่งสมาธิ ไม่ได้เลย มันรู้สึกลำบากมาก  ตอนนี้ดีขึ้น 20%แล้ว คงจะดีขึ้นเลื่อยๆ ค่ะ
บวชครั้งนี้ เป็นครั่งที่ 4-5 แล้วค่ะ
           

อนุโมทนาบุญ สาธุ ด้วยค่ะ คุณ bamee
ดิฉันก็ไปถือศีลปฏิบัติธรรมมาเหมือนกันค่ะที่วัดอัมพวันเป็นเวลา 7 วัน ก็รู้สึกมีความสุขใจเป็นอย่างมาก และก็ขอให้พี่อ๋อและครอบครัว ลูกศิษย์พี่อ๋อ คุณ bamee และครอบครัว aurseeyou.net ทุกท่านได้รับผลแห่งบุญนี้ด้วยนะคะ

ออฟไลน์ jamebondy009

  • Sr. Member
  • กระทู้: 918
  • Karma: +13/-4
  • แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2008, 09:32:26 PM »
ขอร่วมปฏิบัติด้วยครับ เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ แต่ทุกสิ่งทกอย่างจะต้องค่อยเป็นค่อยไป
ไม่เร่ง ไม่รัด ไม่หยุด ไม่เบื่อ แต่ต้องทำให้เป็นเรื่องสบาย ๆ เหมือนที่เราจะต้องกินข้าว กินน้ำ และหายใจ
ขออนุญาตและขออนุโมทนาผลบุญที่พวกเราจะได้รับ หรือจริงจริงได้รับแล้ว จากการที่ได้มีโอกาสมาเป็น
สมาชิกกับทางอาจารย์อ๋อ ขอบคุณมากมากครับ :-* :-*

ออฟไลน์ SB

  • Newbie
  • กระทู้: 38
  • Karma: +1/-1
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2008, 11:18:35 AM »
ขออนุโมทนากับการปฏิบัติของทุกๆ ท่านด้วยค่ะ  ;D


SUAY

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 09:11:30 AM »
จงหายใจเข้า หายใจออก อยู่อย่างนี้แหละ อย่าใส่ใจกับอะไรทั้งนั้น ให้กำหนดอยู่กับลมหายใจ ไม่ต้องคิดว่าจะเอานั้น จะทำนี่ ให้รู้จักแต่ลมเข้า-ลมออก เข้า ออก พุท-เข้า โธ-ออก อยู่กับลมหายใจ เอาอันนี้เป็นอารมณ์

ให้ทำอยู่อย่างนี้จนกระทั่งลมเข้าก็รู้จัก ลมออกก็รู้จัก ให้รู้จักอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบ หมดรำคาญ ไม่ฟุ้งซ่านไปไหน ยังไม่ต้องมีจุดหมายอะไร นี่แหละเบื้อแรกของการปฏิบัติ

ถ้ามันสบาย ถ้ามันสงบ มันก็จะรู้จักของมันเอง ทำไปเรื่อยๆ ลมก็จะน้อยลง อ่อนลง กายก็อ่อน จิตก็อ่อน มันเป็นไปตามเรื่องของมันเอง นั่งก็สบาย ไม่ง่วง ไม่หาวนอน จะทำอย่างไรมันดูจะคล่องไปทุกอย่าง นิ่ง สงบ จนพอออกจากสมาธิ จึงมานึก "บ๊ะ มันเป็นอย่างนี้หนอ" แล้วก็นึกถึงความสงบอันนั้น ไม่ลืมสักที

สิ่งที่ติดตามเราเรียกว่า สติ - ความระลึกได้ สัมปชัญญะ - ความรู้ตัว เราจะพูดอะไร ทำอะไร จะไปนั้นไปนี่ จะเดินก็ดี จะนั่งก็ดี ให้รู้จักเรื่องของมัน ให้มีสติอยู่เสมอ ติดตามมันไป ให้ทำอยู่อย่างนี้

เ  ดินจงกรม ก็คือ เดินกลับไปกลับมา เดินจงกรมไม่ใช่ของง่าย บางคนเห็นเดินกลับไปมาเหมือนคนบ้า แต่หารู้ไม่ว่า การเดินจงกรมนี่ทำให้เกิดปัญญานักละ เดินกลับไปมา ถ้าเหนื่อยก็หยุด กำหนดจิตนิ่ง กำหนดลมหายใจให้สบาย เมื่อสบาย ก็ทำให้รู้สึกกำหนดการเดิน แล้วอิริยาบถ มันก็เปลี่ยนไปเอง การยืน การเดิน การนั่ง การนอนอ มันเปลี่ยน คนเราจะนั่งรวดเดียวไม่ได้ ยืนอย่างเดียวไม่ได้ นอนอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันจะต้องอยู่ตามอริยาบถเหล่านี้ ทำอริยาบถทั้งสี่ให้มีประโยชน์ ให้มีความรู้สึกตัวอยู่อย่างนี้ 

ถ้าพูดให้ดูง่ายๆ เอาแก้วใบนี้ไปตั้งไว้ 2 นาที ได้สองนาทีก็ย้ายไปตั้งที่อื่น แล้วก็เอามาตั้งไว้ ให้ทำอยู่อย่างนี้ ทำไป ทำไป ทำจนให้มันทุกข์ ให้มันสงสัย ให้มันเกิดปัญญาขึ้น "นี่ คิดอย่างใดหนอ แก้วยกไปยกมาเหมือนคนบ้า" มันจะคิดของมันไปเรื่อย ใครจะว่าก็ช่าง กำหนดอยู่อย่างนี้เป็นเรื่องของการกระทำ

จะดูลมหายใจเข้าออกก็เหมือนกัน ให้นั่งขาขวาทับขาซ้าย ให้ตัวตรง สูดลมเข้าให้เต็ม ให้ออกให้หมดท้อง สูดเข้าให้เต็มปล่อยออกให้หมด อย่าไปบังคับมัน ลมจะยาวแค่ไหน สั้นแค่ไหน จะค่อยแค่ไหน ช่างมัน ให้สบายแต่อย่าไปหลงถ้าหลงก็ให้หยุดดูว่าจิตไปไหน จิตจึงไม่ตามลม ให้หาจิตกลับมา

ให้ทำอยู่อย่างนั้น ทำเหมือนกับว่า จะไม่ได้อะไร ไม่เกิดอะไร ไม่รู้ว่าใครมาทำ แก็ทำอยู่อย่างนั้น เหมือนข้าวในฉาง แล้วเอาไปหว่านลงดิน ทำเหมือนจะทิ้ง หว่านลงในดินทั่วไปโดยไม่สนใจ มันกลับเกิดหน่อ เกิดกล้า เอาไปดำกลับได้กินข้าวเม่าขึ้นมา

อันนี้ก็เหมือนกัน นั่งเฉยๆ บางครั้งจะนึกว่า "จะนั่งเฝ้าดูมันทำไมนะลมเนี่ย ถึงไม่เฝ้า มันก็เข้าออกอยู่แล้ว" มันหาเรื่องคิดไปเรื่อย มันเป็นปกติของคน เรียกว่าอาการของจิต พยายามทำไป ให้มันสงบ

เมื่อมันสงบแล้ว ลมจะน้อยลง ร่างกายจะอ่อนลง จิตก็อ่อนลง มันจะอยู่พอดีของมัน จนกระทั่ง นั่งอยู่เฉยๆ เหมือนไม่มีลมหายใจเข้าและออก แต่มันก็ยังอยู่ได้ ถึงตอนนี้ อย่าตื่น อย่าหนี เพราะคิดว่าเราจะหยุดลมหายใจ นั่นแหละมันสงบแล้ว ไม่ต้องทำอะไร นั่งเฉยๆ ดูมันไปเรื่อยๆ

บางทีอาจจะคิดว่า "เอ เราหายใจอยู่เปล่านี่" แต่อย่างไรก็ช่างมันไม่ว่าเกิดความรู้สึกอะไร ให้ดูมัน รู้มัน แต่อย่าไปหลงใหลกับมัน
ทำไปจนขี้เกียจทำ ขี้เกียจสิ้นสุดที่ไหน หามันให้เห็น ที่สุกของขี้เกียจมันอยู่ไหน มันจะเหนื่อยตรงไหน ไม่ใช่จะพูดกับตนเองว่า สงบ สงบ สงบ แล้วพอนั่งปุ๊บก็ให้มันสงบได้เลย ครั้นมันไม่สงบอย่างคิดก็จะเลิก ขี้เกียจ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีวันได้สงบ

แต่มันพูดง่าย หากทำยาก เหมือนพูดว่า ทำนาไม่ยากเลย ครั้นพอไปทำ วัวก็ไม่รู้จัก คราด ไถ ก็ไม่รู้จัก ทุกเรื่องพูดไม่ยากแต่พอลงมือทำโครตยาก

หาความสงบอย่างนี้ ใครๆก็อยากสงบด้วยกันทั้งนั้น ความสงบมันก็อยู่ตรงนี้แหละ แต่เราไม่ทันได้รู้จักมัน จะถามจะพูดกันสักเท่าไหร่ ก็ไม่รู้จักขึ้นมาได้หรอก

ฉะนั้นให้ทำ ให้ตามรู้จักให้ทันว่า พุท-เข้า โธ-ออก ไม่เป็นก็ทำไป ไม่เห็นก็ทำไป ให้ทำไปอยู่อย่างนั้น แล้วเราจะรู้จักมันเอง

การฝึกจิตไม่เหมือนฝึกสัตว์ จิตนี่เป็นของฝึกยากแท้ๆ แต่อย่าไปท้อง่ายๆ ถ้ามันคิดไปทั่วทิศก็กลั้นใจมันไว้พอใจมันจะขาด มันก็คิดอะไรไม่ออก มันก็วิ้งกลับมาเอง ทำไปเถอะ

ดังนั้น การปฏิบัตินี้ถ้าเราพิจารณาตามพื้นเพของเรา เช่นว่า เราไม่มีความรู้ในปริยัติ ไม่มีความรู้อะไรอื่นเลย ที่จะให้การปฏิบตัมันเกิดผล ก็ดูความรู้ที่เป็นพื้นเพเดินของเรานั้นแหละ อันนั้นก็คือ "ธรรมชาติของจิต" มันมีของทมันอยู่แล้ว เราจะไปเรียนรู้มัน มันก็มีอยู่ หรือเราจะไม่ไปเรียนรู้มันก็มีอยู่ อย่างที่ท่านพูดว่า พระพุทธเจ้าจะบังเกิดขึ้นก็ตามไม่เกิดก็ตาม ธรรมะก็คงอยู่อย่างนั้น เพราะธรรมะเป็นสัจธรรม ไม่พลิกแพลงไปไหน มันมีของมันอยู่  เราไม่เข้าใจสัจธรรม ก็ไม่รู้ว่าสัจธรรมเป็นอย่างไร นี่เรียกว่า การพิจารณาในความรู้ของผู้ปฏิบัติที่ไม่มีพื้นปริยัติ

ขอให้ดูจิต พยายามอ่านจิตของเจ้าของ พยายามพูดกับจิตของเจ้าของ มันจึงจะรู้เรื่อง ค่อยๆทำไป
 

ทั้งหมดที่ยกมาคือวิธีสอนที่หลวงปู่ชา สอนพระที่วัดให้ปฏิบัติ ลองทำดู ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจลองอ่านใหม่ดูแล้วความเข้าใจมันจะมาเอง
    .....อ่านกระทู้นี้แล้ว ประทับใจที่สุดเลยค่ะ...

SUAY

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 09:17:45 AM »
ทำยากมากค่ะ ปฏิบัติมาหลายปีแล้ว เคยพบความนิ่งสงบได้แค่ครั้งเดียว อยากจะทำให้ได้แบบนั้นอีก แต่ยิ่งอยาก ก็ยิ่งไม่สงบ.... ..คุณคะ ลองเดินจงกรมบ้างจะช่วยให้สงบและมีสมาธิดียิ่งขี้น.....



[


acido

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: มีนาคม 03, 2008, 06:29:17 PM »
พี่อ๋อค่ะ 
วันอาทิตย์ที่ 17-20 กพ.51  bamee ได้ไปถือศีลบวชชีพรหม มาค่ะ อิ่มบุญม๊ากๆ
เลยเอามาฝากทุกๆ  คนด้วยนะค่ะ
จากที่เคยนั่งสมาธิ ไม่ได้เลย มันรู้สึกลำบากมาก  ตอนนี้ดีขึ้น 20%แล้ว คงจะดีขึ้นเลื่อยๆ ค่ะ
บวชครั้งนี้ เป็นครั่งที่ 4-5 แล้วค่ะ
           

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ  และอนุโมทนาสำหรับทุกคนในการปฏิบัตินั่งสมาธิด้วย  ดิฉันนำไปปฏิบัติ  กำหนดลมหายใจเข้า-พุท  ออก-โธ  ครั้งแรกหายใจเข้าออกยาวๆ  มันจะหยาบหรือจะละเอียดก็ปล่อยมันไป  แล้วก็ค่อยๆสำรวจร่างกายของเรา  ว่ามีตรงไหนที่มันเกร็งบ้าง  เริ่มจากปลายเท้าซ้าย  ไล่มาจนถึงสะโพก  และต่อด้วยปลายเท้าขวา  ทำตามเหมือนอันแรก  และสำรวจทุกส่วนของร่างกายจนถึงหัว  ถ้าส่วนไหนเกร็ง  ก็ค่อยๆผ่อนคลาย  แล้วมาหยุดอยู่ที่ลมหายใจที่มากระทบริมฝีปากบน  หรือตรงปลายจมูก  หลังจากนั้นก็จะมีแสงแว๊บไปแว๊บมาสักพัก  หลังจากนั้นจะมีแสงจ้าตลอดเลย  จ้ามากๆ  จนไม่รู้จะเอาลูกตาไปไว้ที่ไหน  จ้ามากจนจิตนิ่ง  หลังจากนั้น  ดิฉันรู้สึกกลัว  จึงถอนจากสมาธิ  โดยการหายใจเข้าออกยาวๆ  แรงๆ  เพื่อถอนจากสมาธิ  เดี๋ยวจะเพิ่มเวลานั่งอีกเรื่อยๆ  ก่อนทำสมาธิ  ดิฉันสวดมนต์ก่อนค่ะ  สวดมนต์ให้ได้สมาธิขั้นนึงก่อน  ก่อนนั่งสมาธิ  ควรศึกษาและอ่านเยอะๆ  จะได้ไม่หลงทาง  ลองเข้าไปศึกษาที่เว็บนี้ก็ได้นะค่ะ  http://www.dhammathai.org/treatment/main.php

หลักการทำสมาธิเบื้องต้น  (นำมาจากส่วนหนึ่งในเว็บธรรมะไทย)

จิตของคนทั่วๆ ไปที่ไม่เคยทำสมาธินั้น ก็มักจะมีสภาพเหมือนม้าป่าพยศที่ยังไม่เคยถูกจับมาฝึกให้เชื่อง มีการซัดส่ายไปในทิศทางต่างๆ อยู่เป็นประจำ การทำสมาธินั้นก็เหมือนการจับม้าป่านั้นมาล่ามเชือก หรือใส่ไว้ในคอกเล็กๆ ไม่ยอมให้มีอิสระตามความเคยชิน เมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ม้านั้นก็ย่อมจะแสดงอาการพยศออกมา มีอาการดิ้นรน กวัดแกว่ง ไม่สามารถอยู่อย่างนิ่งสงบได้ ถ้ายิ่งพยายามบังคับ ควบคุมมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดิ้นรนมากขึ้นเท่านั้น

การจะฝึกม้าป่าให้เชื่องโดยไม่เหนื่อยมากนั้นต้องใจเย็นๆ โดยเริ่มจากการใส่ไว้ในคอกใหญ่ๆ แล้วปล่อยให้เคยชินกับคอกขนาดนั้นก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ลดขนาดของคอกลงเรื่อยๆ ม้านั้นก็จะเชื่องขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่แสดงอาการพยศอย่างรุนแรงเหมือนการพยายามบีบบังคับอย่างรีบร้อน เมื่อม้าเชื่องมากพอแล้ว ก็จะสามารถใส่บังเหียนแล้วนำไปฝึกได้โดยง่าย

การฝึกจิตก็เช่นกัน ถ้าใจร้อนคิดจะให้เกิดสมาธิอย่างรวดเร็วทั้งที่จิตยังไม่เชื่อง จิตจะดิ้นรนมาก และเมื่อพยายามบีบจิตให้นิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ จิตจะยิ่งเกิดอาการเกร็งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นจะหมายถึงความกระด้างของจิตที่เพิ่มขึ้น (จิตที่เกร็งจะเป็นจิตที่กระด้าง ซึ่งต่างจากจิตที่ผ่อนคลายจะเป็นจิตที่ประณีตกว่า) แล้วยังจะทำให้เหนื่อยอีกด้วย ถึงแม้บางครั้งอาจจะบังคับจิตไม่ให้ซัดส่ายได้ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าจิตมีอาการสั่น กระเพื่อมอยู่ภายใน

เหมือนการหัดขี่จักรยานใหม่ๆ ถึงแม้จะเริ่มทรงตัวได้แล้ว แต่ก็ขี่ไปด้วยอาการเกร็ง การขี่ในขณะนั้นนอกจากจะเหนื่อยแล้ว การทรงตัวก็ยังไม่นิ่มนวลราบเรียบอีกด้วย ซึ่งจะต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับการขับขี่ของคนที่ชำนาญแล้ว ที่จะสามารถขี่ไปได้ด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายอย่างสบายๆ ราบเรียบ นุ่มนวล ไม่มีอาการสั่นเกร็ง

หลักทั่วไปในการทำสมาธินั้น พอจะสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1.) หาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำสมาธิให้มากที่สุดก่อนที่จะทำสมาธิ เพื่อจะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องลองผิดลองถูก และไม่หลงทาง ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ หรือเข้าใจผิด นอกจากนี้ยังป้องกันความฟุ้งซ่านที่อาจจะเกิดขึ้นจากความลังเลสงสัยอีกด้วย

2.) เลือกวิธีที่คิดว่าเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด แล้วลองทำไปสักระยะหนึ่งก่อน ถ้าทำแล้วสมาธิเกิดได้ยากก็ลองวิธีอื่นๆ ดูบ้าง เพราะจิตและลักษณะนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีที่เหมาะสมของแต่ละคนจึงต่างกันไป บางคนอาจจะเหมาะกับการตามดูลมหายใจ ซึ่งอาจจะใช้คำบริกรรมว่าพุทธ-โธ หรือ เข้า/ออก ประกอบ บางคนอาจจะเหมาะกับการแผ่เมตตา บางคนถนัดการเพ่งกสิณ เช่นเพ่งวงกลมสีขาว ฯลฯ

ซึ่งวิธีการทำสมาธินั้นมีมากถึง 40 ชนิด เพื่อให้เหมาะกับคนแต่ละประเภท แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญมากที่สุด ก็คืออานาปานสติ คือการตามสังเกต ตามรู้ลมหายใจเข้าออกนั่นเอง (ดูรายละเอียดได้ในเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ในหัวข้อวิธีแก้ไขนิวรณ์ 5/อุทธัจจกุกกุจจะ และในเรื่องอานาปานสติสูตร ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา) ) เพราะทำได้ในทุกที่ โดยไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใดๆ เลย ทำแล้วจิตใจเย็นสบาย ไม่เครียด

3.) อยู่ใกล้ผู้รู้ หรือรีบหาคนปรึกษาทันทีที่สงสัย เพื่อไม่ให้ความสงสัยมาทำให้จิตฟุ้งซ่าน

4.) พยายามตัดความกังวลทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นออกไปให้มากที่สุด โดยการทำงานทุกอย่างที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะทำสมาธิ หรือถ้าทำสมาธิไปแล้ว เกิดความกังวลถึงการงานใดขึ้นมา ก็ให้บอกกับตัวเองว่าตอนนี้เป็นเวลาทำสมาธิ ยังไม่ถึงเวลาทำงานอย่างอื่น เอาไว้ทำสมาธิเสร็จแล้วถึงไปทำงานเหล่านั้นก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ถ้าแก้ความกังวลไม่หายจริงๆ ก็หยุดทำสมาธิแล้วรีบไปจัดการเรื่องนั้นๆ ให้เรียบร้อยก่อนก็ได้ ถ้าคิดว่าขืนนั่งต่อไปก็เสียเวลาเปล่า เมื่องานนั้นเสร็จแล้วก็รีบกลับมาทำสมาธิใหม่

5.) ก่อนนั่งสมาธิถ้าอาบน้ำได้ก็ควรอาบน้ำก่อน หรืออย่างน้อยก็ควรล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนจะทำให้โล่งสบายตัว เมื่อกายสงบระงับ จิตก็จะสงบระงับได้ง่ายขึ้น

6.) ควรทำสมาธิในที่ที่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย ไม่พลุกพล่านจอแจ

7.) ก่อนนั่งสมาธิควรเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมาช้าๆ โดยยึดจิตไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งในเท้า ข้างที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น ปลายเท้า หรือส้นเท้า โดยควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ขวา/ซ้าย ฯลฯ) หรือสวดมนต์ก่อน เพื่อให้จิตเป็นสมาธิในระดับหนึ่งก่อน จะทำให้นั่งสมาธิได้ง่ายขึ้น

8.) การนั่งสมาธินั้นควรนั่งในท่าขัดสมาธิ หลังตรง (ไม่นั่งพิงเพราะจะทำให้ง่วงได้ง่าย) หรือถ้าร่างกายไม่อำนวย ก็อาจจะนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ นั่งบนพื้นที่อ่อนนุ่มตามสมควร ทอดตาลงต่ำ ทำกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย อย่าเกร็ง (เพราะการเกร็งจะทำให้ปวดเมื่อย และจะทำให้จิตเกร็งตามไปด้วย) นั่งให้ร่างกายอยู่ในท่าที่สมดุล มั่นคง ไม่โยกโคลงได้ง่าย มือทั้ง 2 ข้างประสานกัน ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะกันเบาๆ วางไว้บนหน้าตัก หลับตาลงช้าๆ หลังจากนั้นส่งจิตไปสำรวจตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้ทั่วทั้งตัว เพื่อดูว่ามีกล้ามเนื้อส่วนใดที่เกร็งอยู่หรือไม่ ถ้าพบก็ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้หายเกร็ง โดยไล่จากปลายเท้าทีละข้าง ค่อยๆ สำรวจเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงสะโพก แล้วย้ายไปสำรวจที่ปลายเท้าอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน จากนั้นก็สำรวจจากสะโพก ไล่ขึ้นไปจนถึงยอดอก แล้วสำรวจจากปลายนิ้วมือทีละข้าง ไล่มาจนถึงไหล่ เมื่อทำครบสองข้างแล้ว ก็สำรวจไล่จากยอดอกขึ้นไปจนถึงปลายเส้นผม ก็จะเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั่วร่างกาย จากนั้นหายใจเข้าออกลึกๆ สัก 3 รอบ โดยมีสติอยู่ที่ลมหายใจ ตรงจุดที่ลมกระทบปลายจมูก พร้อมกับทำจิตใจให้รู้สึกผ่อนคลายลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นจึงเริ่มทำสมาธิตามวิธีที่เลือกเอาไว้

9.) อย่าตั้งใจมากเกินไป อย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่าวันนั้นวันนี้จะต้องได้ขั้นนั้นขั้นนี้ เพราะจะทำให้เคร่งเครียด จิตจะหยาบกระด้าง และจิตจะไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับผลสำเร็จซึ่งยังไม่เกิดขึ้น จิตจะพุ่งไปที่อนาคต เมื่อจิตไม่อยู่ที่ปัจจุบันสมาธิก็ไม่เกิดขึ้น

ให้ทำใจให้สบายๆ ผ่อนคลาย คิดว่าได้แค่ไหนก็แค่นั้น แล้วค่อยๆ รวมจิตเข้ามาที่จุดที่ใช้ยึดจิตนั้น (เช่นลมหายใจ และคำบริกรรม) แล้วคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในขณะนั้น (เช่น ความหยาบ/ละเอียด ความยาว ความลึก ความเย็น/ร้อน ของลมหายใจ) จิตก็จะอยู่ที่ปัจจุบัน แล้วสมาธิก็จะตามมาเอง ถ้าฟุ้งซ่านไปบ้างก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของจิต อย่ากังวล อย่าอารมณ์เสีย (จะทำให้จิตหยาบขึ้น) เพราะคนอื่นๆ ก็เป็นกันทั้งนั้น เมื่อรู้ตัวว่าฟุ้งออกไปแล้ว ก็ใจเย็นๆ กลับมาเริ่มทำสมาธิใหม่ แล้วจะดีขึ้นเรื่อยๆ เอง

10.) ใหม่ๆ ควรนั่งแต่น้อยก่อน เช่น 5 - 15 นาที แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 20, 30, 40, ... นาที ตามลำดับ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจค่อยๆ ปรับตัว เมื่อนั่งไปแล้วหากรู้สึกปวดขาหรือเป็นเหน็บ ก็ขอให้พยายามอดทนให้มากที่สุด ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จึงจะขยับ เพราะทุกครั้งที่มีการขยับตัวจะทำให้จิตกวัดแกว่ง ทำให้สมาธิเคลื่อนได้ และโดยปรกติแล้วถ้าทนไปได้ถึงจุดหนึ่ง เมื่ออาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว อาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นก็จะหายไปเอง และมักจะเกิดความรู้สึกเบาสบายขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นอาการของปิติที่เกิดจากสมาธิ

11.) การทำสมาธินั้น เมื่อใช้สิ่งไหนเป็นเครื่องยึดจิต ก็ให้ทำความรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเราทั้งหมดไปรวมเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ อยู่ที่จุดยึดจิตนั้น เช่น ถ้าใช้ลมหายใจ (อานาปานสติ) ก็ทำความรู้สึกว่าตัวเราทั้งหมดย่อส่วนเป็นตัวเล็กๆ ไปนั่งอยู่ที่จุดที่รู้สึกว่าลมกระทบอย่างชัดเจนที่สุด เช่นปลายรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง หรือริมฝีปากบน เป็นต้น ให้ทำความรู้สึกที่จุดนั้นเพียงจุดเดียว ไม่ต้องเลื่อนตามลมหายใจ เหมือนเวลาเลื่อยไม้ ตาก็มองเฉพาะที่จุดที่เลื่อยสัมผัสกับไม้เพียงจุดเดียว ไม่ต้องมองตามใบเลื่อย ก็จะรู้ได้ว่าตอนนี้กำลังเลื่อยเข้าหรือเลื่อยออก เมื่อจิตอยู่ที่จุดลมกระทบเพียงจุดเดียว ก็จะรู้ทิศทาง และลักษณะของลมได้เช่นกัน

12.) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าตกใจ อย่ากลัว อย่ากังวล เพราะทั้งหมดเป็นเพียงอาการของจิต พยายามตั้งสติเอาไว้ให้มั่นคง ตราบใดที่ไม่กลัว ไม่ตกใจ ไม่ขาดสติ ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น ทำใจให้เป็นปรกติ แล้วคอยสังเกตสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ถ้าเห็นภาพที่น่ากลัวปรากฏขึ้นมา หรือรู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งที่น่ากลัวใดๆ ก็ตาม ให้แผ่เมตตาให้สิ่งเหล่านั้น แล้วคิดว่าอย่าได้มารบกวนการปฏิบัติของเราเลย ถ้าไม่หายกลัวก็นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางใจ แล้วพยายามอย่าใส่ใจถึงสิ่งที่น่ากลัวนั้นอีก ถ้าแก้ไม่หายจริงๆ ก็ตั้งสติเอาไว้ หายใจยาวๆ แล้วค่อยๆ ถอนจากสมาธิออกมา เมื่อใจเป็นปรกติแล้วถึงจะทำสมาธิใหม่อีกครั้ง สำหรับคนที่ตกใจง่าย ก็อาจนั่งสมาธิหน้าพระพุทธรูป หรือนั่งโดยมีเพื่อนอยู่ด้วย ก่อนนั่งก็ควรสวดมนต์ไหว้พระก่อน แล้วอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง

13.) ถ้าจิตไม่สงบ ก็ลองแก้ไขตามวิธีที่ได้อธิบายเอาไว้ในเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ซึ่งได้อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว

14.) เมื่อจะออกจากสมาธิ ควรแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายก่อน โดยการระลึกถึงความปรารถนาให้ผู้อื่น และสัตว์ทั้งหลายมีความสุขด้วยใจจริง จากนั้นก็อุทิศส่วนกุศลที่ได้จากการทำสมาธินั้น ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย (ระลึกให้ด้วยใจ) แล้วหายใจยาวๆ ลึกๆ สัก 3 รอบ พร้อมกับค่อยๆ ถอนความรู้สึกจากสมาธิช้าๆ เสร็จแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น บิดเนื้อบิดตัวคลายความปวดเมื่อย แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ

15.) เมื่อตั้งใจจะทำสมาธิให้จริงจัง ควรงดเว้นจากการพูดคุยให้มากที่สุด เว้นแต่เพื่อให้คลายความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ เพราะการคุยกันนั้นจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน คือในขณะคุยกันก็มีโอกาสทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้ ทำให้จิตหยาบกระด้างขึ้น และเมื่อทำสมาธิก็จะเก็บมาคิด ทำให้ทำสมาธิได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการคุยกับคนที่สมาธิน้อยกว่าเรา นอกจากนี้ ควรเว้นจากการร้องรำทำเพลง การฟังเพลง รวมถึงการดูการละเล่นทั้งหลาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มกามฉันทะ ซึ่งเป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่ง (ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบ) อันเป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ







duan

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: มีนาคม 06, 2008, 11:17:31 AM »
 :) ขอบคุณพี่อ๋อที่แนะนำสิ่งที่ดีๆ ...เคยปฏิบัติบ้างแต่หลังๆไม่ได้ทำเลยรู้สึกจิตใจวุ่นวายสับสนมากค่ะ...จะพยายามทำตามนะค่ะ :D

naphat9

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2008, 02:29:58 PM »
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ดีๆนะคะ รู้ว่ายากเพราะเคยลองนั่ง เดี๋ยวคันตรงนั้นเดี๋ยวคันตรงนี้ ไม่สงบสักทีค่ะ บางทีนั่งไปนั่งมา แน่ะจะหลับซะงั้น ไงจะพยายามฝึกบ่อยๆนะคะ

ออฟไลน์ altis9887

  • Newbie
  • กระทู้: 42
  • Karma: +0/-0
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2008, 10:24:33 AM »
ขอบคุณพี่อ๋อมากค่ะ  กำลังหาที่ฝึกปฏิบัติอยู่เลยค่ะ

pknana

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2008, 02:25:10 PM »
ขอบคุณมากค่ะ

พยายามจะทำหลายครั้งแต่ยังไม่สำเร็จซะที ด้วยกิเลสทั้งปวง แต่ยังไงซะก็จะต้องทำให้ได้ โดยขอเริ่ม 5-10 นาทีก่อนน่ะค่ะ


'o'  Hello Nana

ออฟไลน์ dearandnok

  • Apprentice #14.5
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 358
  • Karma: +5/-0
  • ... พยายามอยู่กับปัจจุบัน ...
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2008, 04:09:30 PM »
อยากจะทำ ได้ลองทำ ทำแล้วหลับทุกที่
 ขออนุโมทนากับผู้ที่ทำได้ทุกท่านนะค่ะ ขอให้ร่วมกันทำบุญให้มากๆ เมื่อตัวเราดีความดีจะแผ่ไปที่คนข้างๆคุณเองค่ะ  แล้วทุกคนก็จะพากันดี

karatachichai

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปฏิบัติกันเถอะ
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2008, 02:57:42 PM »
เอาเรื่องของคุณริชชี่มาให้อ่านกันค่ะ ก็ เป็นอีกความรู้หนึ่งเผื่อใครจะชอบแบบนี้

 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.418 วินาที กับ 20 คำสั่ง