ฉันให้พวกเธอเขียนเรื่องที่ไปช่วยคนหรือสิ่งที่ไปเจอมายะ ไม่ใช้ให้มาเผาฉัน เอาที่คนอื่นเค้าได้ความรู้ด้วยสิ เล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้แล้วเวลาเอาไปใช้ได้ผลอย่างไร จะเผาฉันก็ได้แต่อยากให้บอกว่าเมื่อใช้วิชาแล้วเป็นไง ทำไมเพราะอะไรถึงต้อง "ระวัง" เพื่อนๆร่วมแว็ปจะได้รู้ว่าเพราะอะไรแล้วทำไมเราถึงเรื่องมากบางเรื่องและช้าในบ้างเรื่องนะ
ไม่เคยเขียนสั้นๆนะ งั้นเอางี้จะเล่าเรื่องพระอรหันตรูปที่ 7 องค์ที่น้อยคนจะรู้จัก เป็นองค์ที่สำเร็จอรหันตต่อจากปัญจวัคคีย์
เรื่องราวของ พระนายะกะพระนายะกะเกิดในวรรณะพราหมณ์ที่เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ มีนามเดิมว่า "นายะกะ" ท่านเป็นหลานของฤาษี อสิตะ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านจึงเรียกได้ว่าเกิดทางตระกูลขุนนาง
พระนายะกะ ออกบวชเป็นฤาษี ตั้งแต่อายุน้อยๆตามคำแนะนำของลุง เนื่องจากลุกเห็นว่าหลานมีนิสัยน้อมไปทางการบวช เลยขอน้องสาวว่าให้หลานบวชตามตน และได้บอกกับหลานของตนว่า
วันข้างหน้า หากได้ยินเสียงกล่าวว่า พระพุทธเจ้า
ขอให้เข้าใจเถิดว่า พระราชกุมารเสด็จออกผนวช
และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
เจ้าจงไปเข้าเฝ้าและทูลถามเรื่องที่อยากรู้
และจงบวชเป็นสาวกของพระองค์เถิด
ฤาษีนายะกะรับคำ และรอคอย เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเสมอ จนกระทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นเวลาหลังจาก ฤาษีนายะกะ บวชแล้ว 35 ปี ท่านได้ยินเทวดาเป่าร้องอื้ออึงว่า "
พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว" 7 วันหลังจากนั้นเมื่อปัญจวัคคีย์ได้บรรลุอรหันตผลแล้ว ฤาษีนายะกะได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้วกราบทูลถามถึงข้อปฏิบัติของมุนี พระพุทธเจ้าจึงตรัสโมเนยยปฏิปทา (ข้อปฏิบัติเพื่อความเป็นมุนี) ฤาษีนายะกะ ได้ฟังข้อปฏิบัติของพระมุนีก็เกิดความเลื่อมใส จึงทูลขอออกบวช ครั้นบวชแล้วก็ต้องยึดถือหลักมักน้อย 3 ประการคือ (เห็นไหมตอนคนน้อยพระพุทธเจ้ามีกฏแค่ 3 ข้อเอง)
มักน้อยในการเห็น พระนายะกะไม่ได้ปรารถนาว่า เมื่อไปอยู่ป่าแล้วขอให้เห็นพระพุทธเจ้าอีก
มักน้อยในการฟัง พระนายะกะไม่ได้ปรารถนาว่าขอให้ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าอีก
มักน้อยในการถาม พระนายะกะไม่ได้ปรารถนาว่า ขอให้ได้ทูลถามถึงของปฏิบัติของมุนีอีก
ถือตามหลักมักน้อย 3 ประการนี้ ท่านปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของมุนีอย่างเคร่งครัด คือไม่อยู่ป่าที่เดิมเกิน 2 วัน ไม่นั่งที่โคนต้นไม้ต้นเดิม 2 วัน ไม่บิณฑบาต บ้านเดียวถึง 2 วัน แล้วทูลลาพระพุทธเจ้าไปอยุ่ที่เชิงเขาตามลำพัง ท่านปฏิบัติไม่นานก็บรรลุอรหันต
พระนายะกะ บวชหลังปัญจวัคคีย์ 7 วันดังนั้นหากนัดลำดับแล้วท่านจึงเป็นสาวกองค์ที่ 6 และเป็น อรหันตองค์ที่เจ็ด นับพระพุทธเจ้าเป็นองค์แรก แต่พอถึงคราวที่พระพุทธเจ้าส่งสาวกไปประกาศพระศาสนากลับไม่มีท่านรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาติให้ท่านอยู่อย่างอิสระ และไม่ทรงเรียกมมารวมในการประชุมครั้งนั้น โดยสาเหตุที่ท่านไม่มีบทบาทในการเผยแพร่ จึงทำให้มีคนรู้จักท่านน้อยและด้วยท่านนิพพานเร็วกว่าสาวกรูปอื่นๆ จึงไม่มีผลงานอันใดเหลือไว้ ยกเว้น "
อรหันตธาตุ"
เผื่อไม่รู้
ข้อปฏิบัติของมุนีเพื่อความเป็นมุนีที่นิ่งเงียบ เป็นวิธี อัตตกิลมถานุโยค (คือการทำตนเองให้ลำบาก) แต่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง (ไม่ใช่ทรมานตัวเองแบบ ซาดิสต์นะ) ปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากวัตตสงสาร ปกติพระพุทธเจ้าจะให้ปฏิบัติแบบทางสายกลาง แต่ที่พระนายะกะ ปฏิบัติเป็นการปฏบัติแบบเคร่งครัดมาก วึ่งจะมีผลกับร่างกาย คือ
ผู้ปฏิบัติเคร่งครัดขั้นต้นหลังจากบรรลุอรหันตผลแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้ 16 ปี
ผู้ปฏิบัติเคร่งครัดขั้นกลางหลังบรรลุอรหันตผลแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้ 7 ปี
ผุ้ปฏิบัติเคร่งครัดขั้นสูงสุดหลังบรรลุอรหันตผลแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้ 7 เดือน
พระนายะกะ ปฏิบัติโมเนยยปฏิปทาอย่างเคร่งครัดสูงสุดทำให้มีชีวิตอยู่เพียง 7 เดือนหลังสำเร็จอรหันตผล เนื่องจากร่างกายบอบช้ำมาก เราจะสังเกตเห็นว่า พระอรหันตแต่ละรูปก่อนนิพพานจะป่วยหรือนิพพานที่คนภายนอกมองมาว่าน่าจะทรมาณ เพราะ
ไม่มีใครเลยที่หนีกรรม (การกระทำ) ของตัวเองพ้น ดังนั้นบอกได้ว่าที่พูดว่าแก้กรรม แก้กรรมนะ ทำไปเหอะ ไร้ประโยชน์ ลองคิดดูนะเธอแค้นการกระทำของใครสักคนจนตามมาเป็นเจ้าเวรนายกรรม แม้อยู่มาวันหนึ่งก็ คนที่เราตามมาบอกว่า "เฮ้ย กูธรรมบุญให้แล้วนะเราหายกันนะ" ถ้าเป็นพวกเธอจะหายไหม อีกอย่างพระพุทธเจ้าสอนทางออกไว้แล้วแต่ไม่เอา เราโชคดีที่เกิดเป็นมนุษย์เพราะสามารถเลือกกระทำได้ถ้าเราทำดีแล้ว (ต้องดีโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือนร้อนนะไม่ใช่ดีเพราะเราว่าดี) ไม่หวังผลดีกลับมาแล้ว ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขนะ ใจไม่ทรมาณ ร่างกายก็พลอยสบายไปด้วย
ในวันที่นิพพานพระนายะกะยืนหันหน้าไปทิศที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ (วัดเวฬุวัน ณ ขณะนั้น) จากนั้นท่านก็กราบลงแล้วลุกยืนพิงภูเขาหิงคุละประนมมือด้วยความสงบ พอพระพุทธเจ้าท่านทราบ (คงไม่ต้องบอกว่าทราบได้ไงนะ) ก็เดินทางมา ฌาปนกิจศพท่านแล้วนำ พระธาตุมาบรรจุไว้ให้สาวกได้กราบไหว้ อัตถิธาตุของท่านมีลักษณะ เหมือนเม็ดกรวด สีดำเทา หาดูได้ในหนังสือ พระอรหันตธาตุของมูลนิธิ พระบรมธาตุ จ้า
จบการเล่าวันนี้หวังว่าจะสนุกกันนะชดเชยที่ไดอารีไม่สนุกงะ