มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราแท่บจะไม่สามารถที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองคนเดียวเลย เรามีอารมณ์และความรู้สึก รัก อยากได้ เข้าใจ น้อยใจ สาระพัดของอารมณ์ แต่เรามีอารมณ์นั้น ต่อเมื่อเรามีผู้รับรู้อารมณ์ หรือผู้ที่ทำให้เราเกิดอารมณ์นั้นๆ มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากตัวคนๆเดียว ดังนั้น มนุษย์จึงมีครอบครัวมีคู่
เมื่อวันที่เราพบคนที่ถูกใจ ช่วงเวลาของฮันนีมูน เป็นช่วงที่ดีที่สุด เพราะไม่ว่าทำอะไรก็ดีไปหมด สิ่งไม่ดีของเธอฉันทนได้ สิ่งไม่ดีของฉันมันน่ารัก ไม่เหมือนใครดี เมื่อช่วงเวลานี้หมดลง เริ่มมองเห็นสิ่งดีและไม่ดีมากขึ้นเพราะ เอถ้าสิ่งนี้ไม่ดีแล้วฉันต้องทนอยู่กับมันทั้งชีวิตฉันไม่เอานะ ก่อนหน้านี้ที่เธอทำมันยังไม่มากเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอมากเกินไป หลายๆความรู้สึกจะถูกแสดงออกมา ฉันยังเหมือนเดิมที่เปลี่ยนไปเป็นเธอ เมื่อเริ่มมีอารมณ์และความรู้สึกไม่ดี ก็มีการเลิกลาและเปลี่ยนคู่ ยามเราเป็นวัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่ถ้าเป็นสัตว์ก็ต้องเรียกว่าเป็นช่วงเวลาก่อนฤดูผสมพันธิ์ เพราะยังเลือกได้ สวย/หล่อ เลือกได้ ในสมัยโบราณ การมีคู่ไม่สามารถที่ะเลือกกันเองได้พ่อแม่เลือกให้แถมอยู่กันยืดเพราะผู้หญิงมักถูกทำให้ไม่มีทางเลือก ขายหน้าถ้าต้องเลิกกัน สามีมีเมียใหม่ได้แต่ผู้หญิงไม่สามารถ กลายเป็นแม่ม้ายไร้ค่าไม่ว่าการเลิกนั้นจะเกิดจากความผิดของฝ่ายไหนก็ตาม แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว เรามีการทดลองสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ทั้งผู้ซื้อและผู้ถูกซื้อเลือกได้ จริงๆอาจจะฟังดูว่าพี่อ๋อพูดแรงไป แต่พี่อ๋อพูดความจริงที่ว่า ผู้หญิงขายตัวกันทุกคนเพียงแต่การขายของเรานั้นมีค่ามากแค่ไหน แต่ผู้ที่ซื้อไป เค้าจะเข้าใจแค่ไหนว่า สินค้านี้ ห้ามเปลี่ยน ห้ามคืน และห้ามไม่ชอบหรือเบื่อ และอายุการใช้งานไม่มีวันหมดอายุ บางสินค้าอยู่ยาวนานแม้ผู้ซื้อจะไม่อยู๋แล้วก็ตาม
จริงๆถ้าเราเปลี่ยบคนเป็นสินค้าอย่างที่เขียนข้างต้น คงจบ แต่เปล่าเลย เพราะมนุษย์มีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์และความรู้สึก หลายๆคู่ที่มีปัญหาหลังการอยู๋ร่วมกัน พี่อ๋อเชื่อมากๆว่า ไม่มีคู่ใดเลยที่แต่งงานหรือตัดสินใจอยู่ร่วมกันโดยหวังว่าอานาคต เราจะแยกกัน แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันมันมีปัจจัยมากมายที่เราบอกตัวเราว่า ฉันไม่ไหวแล้วนะ ฉันอยู่ไม่ได้แล้วนะ ฉันทนมาพอแล้วนะ เพราะเมื่อมาอยู่ร่วมกัน จากที่ฉันเจอเธอ ๓ ชั่วโมงต่อวันอะไรที่ไม่ดีของเธอฉันทนได้เพราะเมื่อไม่เจอเธอฉันก็ไม่ต้องรับมัน พอมาอยู่กัน ๘ ชั่วโมงขึ้นไป เริ่มไม่ไหวแล้วนะ ทำไมเธอทำอย่างนี้ เธอไม่รักฉันหรือ เธอไม่แคร์ฉันเลย เริ่มมีหลากหลายคำพูดที่พูดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึก และถ้าฝ่ายไหนรำคาญ ก็อาจะเดินหนี หรือทำๆไป เพื่อรอวัน...... ฝ่ายที่ได้รับหรือได้อย่างที่ใจหวังก็จะทำเช่นนั้นไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่านั้นละคือจุดกำเนิดของความเสียใจเมื่อมีการจาก
เราเคยสังเกตคู่ของเราไหม มองดูว่าตกลงแล้ว ฉันทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อเธอ ฉันพูดว่าฉันรักเธอ เป็นคำพูดที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาคิดว่า เป็นประโยคที่สวยงามที่สุด แต่ถามกลับว่าตกลงแล้ว คำว่าฉันรักเธอ คือเธอที่ฉันพอใจ หรือฉันอยากให้เป็น หรือ คือเธอที่เป็นตัวตนจริงๆของเธอ
เมื่อเราตัดสินใจอยู่ร่วมกันเป็นการยอมรับแล้วว่า เราเลือกบุคคลผู้นี้มาด้วยตัวของเราเอง โดยมิได้โดนใครบังคับ นับจากวันที่คบกันจนมาถึงวันที่อยู่ร่วมกัน ตัวตนของบุคคลผู้นั้นมิได้เปลี่ยนแปลงไปเลย เราต่างหากที่คิดเอาเองว่า ถ้าเค้ารักเรามากพอ เค้าต้องเปลี่ยนเพื่อเรา จากที่เคเจ้าชู้เค้าต้องรักเราคนเดียว จากที่เคยกินเหล้าต้องไม่กิน จากที่เคยมีเพื่อนต้องไม่มี จากที่เคยไม่ชอบมีเพศสัมพันวันนี้ต้องมี หากเธอต่างไปจากนี้แปลว่าเธอไม่รักฉันแล้ว ตกลงแล้วเรารักเค้าหรือเรารักตัวเราเอง
หากเราพูดว่ารัก มิได้หมายถึงการที่เราอยากให้คนที่เรารักสบายใจ สบายกาย มีความสุขหรือ หรือความรักที่ว่ามันมิได้มีอยู๋จริงตั้งแต่แรก ความรักที่ว่าคือความเห็นแกตัว และอยากได้ให้เค้าเป็นอย่างที่เราต้องการ ฉันต้องการสิ่งนี้และต้องได้ ฉันทนมาพอแล้วดังนั้นถ้าเธอทำไม่ได้มันเป็นความผิดของเธอ ถ้าฉันมีคนอื่นหรือไปจากเธอจงรู้ไว้ว่า "มันเป็นความผิดของเธอ" เพราะฉันทำดีที่สุดแล้ว
พี่อ๋อแต่งงานมา ๑๘ ปีแล้ว ผ่านอะไรมามากมาย ถ้าพูดว่าไม่เคยทะเลาะกันเลยคงโกหก ตอนที่แต่งบ้านสามีเอาดวงไปดู แล้วหลายหมอ(ไม่จบแพทย์แต่เป็นหมอ....งง) บอกว่าหลังการแต่งงาน ๘ ปีจะมีปัญหา หรือแม้แต่พ่อบุญธรรมของแม่ก็บอกไว้ตั้งแต่ยังเด็กว่า ดวงนี้ต้องแต่งงาน ๒ ครั้ง เชื่อไหมว่า แต่ง ๒ ครั้งจริงๆแต่กับผู้ชายคนเดิม ครั้งที่ ๑ ที่เมืองไทย ครั้งที่ ๒ ที่ต่างประเทศ อยู่กันมา ๑๘ ปีทะเลาะกันจริงๆ แค่ ๔ ครั้ง ไม่ได้บอกว่าครอบครัวเราดีกว่าคนอื่น เพราะพี่อ๋อบอกได้เลยว่า สามีตนเองนั้นไม่สมบูรณ์ที่สุด ๑๘ ปีที่ผ่านมาไม่มีวันไหนที่ไม่ต้องบอกว่า ไปอาบน้ำคุณ ไปกินข้าวได้แล้ว ไปนอนได้แล้ว (เหมือนมีลูก ๓ คน) พี่อ๋อจะบังคับทุกคนนอนพร้อมกันทุกวัน บางครั้งทั้ง ๓ คนจะรอจนพี่อ๋อหลับแล้วแอบลุกมาเล่นเกมต่อ พี่อ๋อรู้ว่าตนเองชอบบ่น และว่าพวกเค้า ถึงแม้เราจะบอกว่าทำเพราะรักก็ตามเถอะ พี่อ๊อดอาจจะมีหลายอย่างที่พี่อ๋อไม่ชอบและอยากให้เค้าเปลี่ยน แต่เวลาที่ผ่านมารวมทั้งความคิดที่เป็นกลางทำให้มองเห็นว่า เค้าเป็นของเค้าแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน มาวันนี้เมื่อมีเราทำไมเค้าต้องเปลี่ยนและถ้าเค้าเปลี่ยนไม่ได้เป็นความผิดไหม ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน พี่อ๋อจะกลับมานั่งถามตนเองเสมอว่า ตกลงแล้วความผิดของเค้ามันร้ายแรงมากเลยใช่ไหม พี่อ๋อจะคิดถึงความดีของเค้าทั้งหมด และความไม่ดีที่เราไม่ชอบทั้งหมด แล้วถามตนเองว่า ถ้าวันนี้เราไม่มีเค้าแล้ว ทั้งดีและไม่ดีเราอยู่ได้ไหม เจ็บปวดหรือเปล่า ทรมาณไหม ถ้าไม่ก็เลิก แต่ถ้ายังคงรู้สึกก็จะถามต่อว่า แล้วเราจะอยู่โดยเป็นแบบนี้อยู่ได้ไหมทั้งชีวิต เพื่อแลกกับความดีที่เค้าทำ ยามที่มีอารมณ์ก็อาจจะมีบ้างที่บอกว่าไม่ไหวแล้วทนไม่ได้แล้ว แต่ถ้าใช้สติแล้วคิดจะเห็นว่า ถ้าไม่ไหวแล้วไง ข้อเสียมากมายของเราเค้าก็เห็นก็รับ เค้าไม่เคยขอให้เราเปลี่ยนเลยแล้ววันนี้ทำไมเราทำละ สรุปแล้วเราเห็นแกตัว รักตัวเองทั้งๆที่พูดว่ารักเค้าใช่ไหม
หลายครั้งที่มีคนเดินเข้ามาแล้วถามว่า คนนี้ใช่คู่ไหมค่ะ พี่อ๋อมักจะพูดกลับว่า แล้วถ้าพูดว่าไม่ใช่คู่จะเลิกใช่ไหม ตกลงการเป็นคู่กันอยู่กันรอดหรือไม่ ไม่ใช่ตัวเองแต่ต้องให้คนอื่นมาบอกใช่ไหม คนที่เราอยู่ด้วยคบด้วยเราไม่รู้จักเค้าไม่รู้ตัวตนของเค้าสะจนต้องให้คนอื่นมาบอกว่าเค้าเป็นคู่ของเราหรือเปล่า ชีวิตไม่น่าเศร้าไปหรือ ถ้าพี่อ๋อเป็นคู่แล้วคู่พี่อ๋อไปถามแบบนี้ พี่อ๋อคงเสียใจ คุณไม่รู้จักฉันเลยถ้าวันนึงที่ฉันเหี่ยวแก ป่วย ไม่เป็นแบบที่ปัจจุบันคุณเห็น คุณคงจากไปแบบไม่สนใจ เพราะวันนี้คุณยังไม่ได้อยู่กับฉัน คุณบอกรักฉัน แต่คุณกลับต้องไปถามคนอื่นว่า ฉันเป็นคู่หรือเปล่า
พี่อ๋ออยากให้เรามองตัวเอง หาตัวเองและมองคนที่เรารักให้ดีว่า ความรักที่เราว่าไปนั้นเป็น รักเค้า......รักตัวเอง เรารักเค้าอย่างที่เค้าเป็นเค้าจึงสมบุรณ์ หรือเพราะเค้าสมบูรณ์เราจึงรักเค้า แล้วถ้าวันที่ความสมบูรณ์นั้นหมดไปเราก็ไม่รักแล้วใช่ไหม
สำหรับพี่อ๋อในวันนี้ ครอบครัวเป็นที่หนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกสมบูรณ์ และมันจะสมบูรณ์อย่างนี้ตลอดไปหากเรา รักเค้า.....ไม่ใช่รักตัวเอง