ครู สั่ง.... ภาค 1
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า การที่เขียนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับการการร้องขอว่าอยากให้เขียนจริงๆ
ขอย้อนเขียนเรื่องการที่เคยรับปากเรื่องการเขียนที่สืบเนี่องจากครูคงเห็นว่าผมน่าจะเขียนถ่ายทอดได้ดี ในระดับนึงกระมังครับ ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตอย่างมี สติ ของเราทุกคนในแต่ละวัน
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้เป็นลูกศิษย์ ตั้งแต่ในครั้งแรกนะครับ แต่เคยได้ดูรายการโทรทัศน์ช่องอะไรจำไม่ได้แล้วของผู้หญิงคนนึง ที่ดูน่าสนใจ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เขาเป็นใครกัน ทำไมกล้าที่พูดอะไร ตรงๆ ไม่เหมือนกับการทำนาย แต่เหมือนกับการที่เขาได้เห็น ได้สัมผัส ได้ประสบมาจริง เห็นจริง พิสูจน์ แล้วด้วยตัวเองแล้วมาพูด เดินไปทัก ทำนายชีวิตคนนั้น คนนี้ ในรายการทีวี ทำให้คิดว่า เอ ...เขาเห็นจริง หรือว่าเป็นการจัดฉาก มาเตรียมไว้ ...เพื่อให้คนดูเชื่อ จากคำบอกเล่าที่ว่า อืม คำพูดของเธอคนนี้ตรงจริง ๆ ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ ตรง มากๆ จนบางคนที่ถูก ทักทายจากผู้หญิงคนนี้ บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา ซึ่งมาจากความจริงใจ เสแสร้ง หรืออาจจะเกิดจากการจัดฉากของคนทำทีวีก็เป็นได้ แต่ก็ยอมรับว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรที่ดึงดูด น่าสนใจ อย่างน่าแปลกประหลาดใจ ในเวลานั้น แล้วก็หยุดหายไป นาน มาก......ก
แล้ววันเวลาก็ไวเหมือนโกหก หลังจากที่ดูทีวี ครั้งนั้น ผ่านไป หลายปี และแล้วคนที่เราเคยดู เคยสงสัย เคยอยากรู้ว่าความจริง เป็นอย่างไรก็กลับมาอีกครั้งด้วยความที่คนใกล้ตัวขอที่จะไปเรียนเพื่อเป็นลูกศิษย์ กับผู้หญิงที่เคยเห็นในทีวีเมื่อนานมาแล้ว .....และแล้วสิ่งที่เรียกว่า สงสัยมานาน กำลังได้จะได้รับรู้ รอการพิสูจน์ ด้วยตัวเราเอง ก็กำลังก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ตัวเราเองเข้ามาทุกที
ทำไมผู้หญิงคนนึงทำให้คนเราเปลี่ยน ได้ข้อคิด ไปในทางที่ดี มีแนวคิดที่ดี มาใช้การดำเนินชีวิต แต่ก็ยังครับ ยังไม่ทำให้ผมเชื่อ ยังไม่ง่ายขนาดนั้นครับ แต่ก็คอยสังเกตจากคนใกล้ตัว ที่กำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่เอ ...ผู้หญิงคนนี้ เขาทำให้คน เชื่อได้อย่างไร เชื่อแล้วเปลี่ยนตัวเองตามคำแนะนำและบอกเล่า ซึ่งตัวเราเองก็ยังไม่ได้ คิดอะไรมากมาย เพราะ เราก็ยังดำเนินชีวิตของเราไปเรื่อยๆ ตื่นเช้า ทำงาน กลับบ้าน นอน .....นี่แหล่ะคือชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งก็น่าจะเป็นเหมือนกับคนทั่วไป ส่วนใหญ่ ในสังคมปัจจุบันก็ว่าได้
จนกระทั่งได้มีวันนึงผมเองก็ได้มีโอกาสจะได้เจอตัวผู้หญิง คนนี้ที่รู้จักเขาทางทีวี แต่เขาคงไม่รู้จักผมเป็นแน่แท้ เพราะไม่ได้เคยพูดคุยหรือมีโอกาสเจอกันมาก่อนเลย ด้วยคำพูดที่ฝากมาบอกว่า ตัวผมเอง เป็นเช่นไร......
“ผมเองเป็นคนที่น่าสงสาร พี่อ๋ออยากเจอผมเพราะเหตุนี้ครับ” แม่เจ้า....ชีวิตเราน่าสงสารเช่นนั้นหรือ มีไรให้น่าสงสาร การงานก็ดี ชีวิตก็โอนะ เรียนก็ใช้ได้มาตลอด ครอบครัวก็อบอุ่น พ่อแม่ยังอยู่ครบ แล้วเขาสงสารอะไรในตัวเรา นั่นคือที่มาของการได้เจอกับผู้หญิงคนนี้ ....คนซึ่งทำให้เกิดความสงสัย คนที่ทำให้ประหลาดใจมานาน ผมกำลังจะได้เจอเขาแล้ว.....
วันที่มีโอกาสได้เจอ เราก็แอบตื่นเต้นนะ กลัวว่าถ้าเขาเป็นคนที่รู้ ที่เห็นจริงๆ เราจะพิสูจน์ ด้วยตัวของเราเอง
เราจะถามอะไรดีนะ อยากให้เขาพูด แนะนำ หรือแก้ไขไรดี เยอะแยะไปหมด
อิอิ นี่ต้องบอกว่าขนาดไม่เชื่อนะครับ แต่ตื่นเต้น...แกม ตื่นตระหนก นิดเดียว....เองมั้ง และแล้วก็มีโอกาส ไปเจอกัน ....กับผู้หญิงคนนั้น คนที่เราดูในทีวี แล้วจะเตรียมตัวยังไง ดี ถามไรดี แต่ขอบอกว่า แอบพิมพ์คำถาม เก็บเอาไว้ด้วยหล่ะ วันนั้นไปรอตามนัดที่บ้านของหม่าม๊า นั่นเอง เราไปนั่งรอ และแล้ว.......................ก็ได้ยินเสียงรถเข้ามาจอด ที่หน้าบ้าน ...แล้วเสียงเล็กๆ แหลมๆ ก็ดังขึ้น “ไหนมาขอดูหน้าหน่อยสิ..”....อ้าวเราก็ยิ่งตื่นเต้นใหญ่เลย...มีคนมาขอดูตัว....อิอิ
และแล้วคนที่เห็นในทีวี ได้เจอตัวเป็นๆ เดินใส่ชุดขาวมาเลยครับ แต่เอ ทำไม่เดินห้าวจังเลยหล่ะ นึกว่าจะเดินแบบสุขุมเดินค่อยๆ ก้าว อย่างสงบ เหมือนที่วาดภาพเอาไว้ ซึ่งอันนี้ก็มีคำตอบให้เหมือนกัน ไว้ตอบตอนที่เกี่ยวข้องละกันว่าเพราะอะไร จำเป็นด้วยหรือที่คนที่ดี จากภายใน ตัวตนที่แท้จริง ภาพลักษณ์ ภายนอกก็ต้องเป็นเช่นนั้นตามไปด้วยเสมอ
ผู้หญิงคนนี้ใช้คำแทนตัวที่แสนจะเรียบง่าย เป็นกันเอง ว่า พี่อ๋อ ...ครับจากวันนั้น วินาทีนั้น และต่อไปนี้ ผู้หญิงคนนั้น ผมก็เรียกว่าพี่อ๋อ เรื่อยมา . พี่อ๋อเดินเข้ามาพร้อมกับพี่ๆ อีก สองสาม คน(พี่บี พี่ปอม พี่ชาย) อึ้งเลยครับ คำถามที่เตรียมมา พิมพ์มาอย่างดี พูดไม่ออก ไม่กล้า อึด อัด จัง อึดอัด อยากรู้แต่ไม่กล้าถาม .....
และแล้ว พี่อ๋อก็บอกว่า อ๋อ มันอยากคุยกับพี่อ๋อเป็นการส่วนตัว แม่เจ้าถูกเผงเลย เราคิดอยู่อย่างนั้นจริงๆ แล้วก็มีโอกาสได้คุยกันสองคน ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร เนื่องด้วยจรรยาบรรณ เลยไม่อยากจะเปิดเผยเรื่องที่คุยกับพี่อ๋อในวันนั้น เอาเป็นว่าถ้ามีส่วนไหนที่เป็นประโยชน์ ก็จะเอามาสอดแทรก เพื่อมิให้รู้ว่าเป็นเรื่องของตัวเองละกันนะครับ
ในวันนั้น ที่ได้คุยบอกได้เลยว่า ไม่เคยมีใครกล้าพูด กล้าแนะนำกับเราอย่างตรงๆ แรงๆ อย่างพี่อ๋อมาก่อน ประมาณว่าถ้ารับไม่ได้ ก็คงโกรธกันไปเลยกระมัง ถ้ารับได้ก็ค่อยเจอกันใหม่โอกาสหน้าแล้วกัน อิอิ
คำพูดทุกคำเป็นคำที่ทำให้ตัวผมเองได้ข้อคิด อย่างแปลกประหลาด ตามมาด้วย คำถามมากมาย ผุดขึ้นมา อาทิ
1.รู้ได้ไง เรื่องส่วนตัวของเรานะ -> จากเมื่อก่อนที่คิดว่ารู้จริงเหรอ หรือจริงป่าว อันนี้พี่หลายคนที่ๆมีโอกาสได้ใกล้ชิดคงพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้วก่อนผมอีกมั้ง ใช่ไหมครับ
2.รู้ได้ไง เรื่องมันเป็นอดีตผ่านที่มานาน ตั้งแต่เด็ก ๆ ชีวิตเด็กบ้านนอกอย่างเรา ไอ้ครั้นจะแอบคิดว่า มีคนแอบถ่ายทอดสดเรื่องราวของเราเองเหมือนการประกวดทางรายการทีวี ที่ถ่ายทอดทุกซอก ทุกมุมของชีวิตของเรา ให้คนทั่วไปโดยที่เราไม่รู้ตัวมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมาอย่างงั้นเหรอทำไมพี่อ๋อ ถึงรู้รายระเอียดเราเยอะขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเจอ แต่เอ…. แล้วพี่อ๋อจะมาเสียเวลามานั่งดูชีวิตเราทำไมว่ะเนี่ย หรือเพื่อจะมารอเจอกันวันนี้ เพื่อทำให้เราเกิดความชื่นชมว่าเออ ของจริง แฮะ ในวันนี้ งั้นเหรอเนี่ย เอ...แล้วเราก็ไม่ใช่คนดังอะไร แล้วพี่อ๋อจะลงทุนขนาดนั้นเลยเหรอ
3.พี่อ๋อ บอกว่าเรามีพี่น้องสามคน แม่กับพ่อเป็นยังไง รูปร่าง หน้าตาแบบไหน แต่ในความเป็นจริง ที่ตาเนื้อ เน้นนะว่า ตาเนื้อ ที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก เรามีพี่สาวเพียงคนเดียว เท่านั้น ....
หา หรือว่าพ่อแอบไปมีบ้านเล็ก เอาหล่ะหว่า ...เรื่องนี้ต้องไปถามแม่ หลังจากกลับมาก็แอบโทรหาแม่ ถามแม่มีลูกกี่คน แม่ก็ตอบสองคน น่านเห็นไหม พี่อ๋อ มั่วแล้ว....แต่พี่อ๋อบอกเรามีพี่ชาย หรือน้องชาย แต่เห็นเป็นผู้ชาย พอบอกแค่นี้ แม่บอกว่าใช่ แม่เคยเสียเขาไป แล้วพี่อ๋อบอกให้ทำบุญ ให้พี่ชายเราคนนั้นด้วย น่านแหละ ยังที่มาของความประหลาด อีกหนึ่งข้อ .....ของพี่อ๋อ สำหรับผมเอง
4.หลังจากเวลาการสนทนาผ่านไปนาน ผมก็พอจะสรุป และคิดได้เองว่า พี่อ๋อได้ให้ข้อคิดอีกเยอะแยะเลย ให้คำแนะนำในแง่ที่ทำให้เราคิดได้ว่า เออ ทำไมเราไม่เคยมองเห็นมุมๆ นี้เลย ไม่เคยคิด ถึงมุมๆนึงที่คนทั่วไปมองข้าม ไม่ได้คิดว่ามันมีมุมมองนี้อยู่ ทั้งๆที่อยู่บนโลกใบนี้มาเกือบ 20 กว่าปี
แต่ขอบอกว่าเก็บเอามุมนั้นมาคิดต่อเองนะครับ ไม่ได้เชื่อเลยทันที เอามาประมวลผลเอง ด้วยสติ สัมปชัญญะ ยังอยู่ครับถ้วน ในตอนนั้น ไม่ได้โดนของ ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ คิดว่าเราไม่ได้ดัง หรือ สำคัญขนาดที่พี่อ๋อ ต้องไปสืบประวัติเรา หรือแอบไปติดกล้องดูเราตั้ง 20 กว่าปี หรือทำคุณไสย ให้เราเคลิ้มคายความลับ เคลิบเคลิ้มไปกับคำพูด ต่างๆ นา ซึ่งมาลองคิดดูด้วยมุมมอง สมองเราเองหลังจากนั้น มันก็แปลก แฮะ
ที่มันตรง และเป็นความจริง ซะจนน่าตกใจ เข้าใจความรู้สึกใครหลายคนที่เคยเจอพี่อ๋อแล้วหล่ะว่า เอ หรือว่าคนใกล้ตัวเราต้องไปบอกข้อมูลของตัวเราก่อนมาเจอหว่า ....อิอิ แอบคิดเว่อร์ มากมาย นะเพราะ คนเรา เนี่ย พอตรง มากๆ ไปมันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ไง ใช่ไหมหล่ะ แต่ไอ้จะบอกว่าพี่อ๋อ บอกวันเดือน ปีเกิด เป็นคนที่ไหน ทำงานอะไร ถูก มันก็คงจะไม่ทำให้เราแปลกใจหรอก แต่เนี่ยดันพูด บางเรื่องตั้งแต่ชีวิตเป็นเด็กบ้านนอก ตามท้องไร่ ท้องนา อยู่เนี่ยสิ เรื่องตั้งแต่เรายังไม่เกิด แต่ แม่กะพ่อเรารู้ มันก็เลยน่าคิดแฮะ ...ว่าไหมครับ
5.มาถึงตอนนี้คงคิดว่าผมเป็นใคร ทำไมอยู่ดี ๆมาขียนได้ เวิ่นเว้อ ....ยาวมาก ขอบอกนะครับว่าไม่ว่างหรอก เพราะ เพิ่งกลับมาทำงานหลังจากเหตุการณ์ ไม่สงบ ของบ้านเมืองเรา
เอาเป็นว่า สำหรับพี่อ๋อ ในตอนนั้น ยังมีเรื่องให้เขียนต่อ อีกเยอะ เอาไว้จะมาเล่าเป็นตอนๆ เหมือนคนอื่นๆ มั่งดีกว่า จะได้รู้ว่าเรามีแฟนคลับกะเขาบ้างไหม
แต่คำพูดที่ได้ในวันนั้น ช่วงเวลานั้น จากพี่อ๋อ ก็คือ
“ความดี คนดี มันสำคัญที่จิตใจข้างใน ไม่ใช่เพียงรูปกายภายนอก คนเรามักจะเชื่อและตัดสินใจจากสิ่งที่ตาเนื้อเห็นจับต้องเป็นรูปธรรมได้เท่านั้น ....จริงครับยอมรับ เพราะถ้าเราไม่เห็นเราก็พิสูจน์ด้วยตัวเราเองไม่ได้ เราก็จะขาดความเชื่อและศรัทธาในชีวิตของเรานั่นเอง...แต่พี่อ๋อบอกว่า พี่อ๋อไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่คนที่แปลก หรือแตกต่างจากเราทุกๆคนเลย ถ้าตัวเธอเองปฏิบัติ เธอเลือกทำในสิ่งที่เธอคิดว่าดี โดยพื้นฐานไม่ก่อความเดือดร้อน ให้แก่สังคม และผู้อืนแล้ว นั่นก็ถือว่าเราได้ทำดีแล้ว แล้วความดี ในตัวเธอนั่นแหละ จะเหนี่ยวนำ สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต ให้เจอคนดีๆ สังคมดีๆ โอกาสดีๆ มิตรที่ดี ครอบครัวที่ดี แต่ขอบอกว่าไม่รู้แหล่ะ ว่าจะอย่างไร ก็ตามพี่อ๋อ บอกว่าพี่อ๋อไม่สามารถทำให้ใครรู้เห็นได้ อย่างพี่อ๋อ เราต้องทำเอง ปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง พี่อ๋อ แค่แนะนำ พามาเจอสิ่งที่ดี แต่จำไว้อย่างนึง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามไม่มีใคร ทำแทนกันได้ เธออยากได้ อยากเป็นคนดี ก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง คิดเอง ทำเอง ปฏิบัติเอง แล้วเธอจะรู้เอง .......มาถึงตอนนี้ ผมหมดความสงสัยที่ว่า ผมไม่ได้เสียเงินสักบาทเดียว ให้ผู้หญิงที่ผมเห็นในทีวีเมื่อหลายปีก่อน ผมไม่ใช่คนเด่น คนดังอะไรในสังคม หรือโลกใบนี้ แล้วผู้หญิงคนนี้ ทำไมถึงมานั่งเสียเวลาให้ข้อคิด คำแนะนำ ติเตียน ออกจะแนว ตรง ดุ โหด บ้าง ตรงมาก ถึงมากที่สุดบ้าง คือถ้าไม่รัก ก็เกลียด กันอย่างที่บอกในข้างต้น แล้วพี่อ๋อ ในวันนั้น เห็นอะไร คิดอะไร คาดหวังอะไร เงินก็ไม่ได้ เสียเวลา เหนื่อย ด้วย เพื่อมาช่วยแนะนำผมเอง .....ที่ยังมองไม่รอบมุมมองที่รอบตัว แต่สิ่งที่ผมได้ในวันนั้นคือ
จากผู้หญิงคนนึงในทีวี – เป็นผู้หญิงที่ทำให้สงสัยว่ารู้จริงหรือเปล่า – ผู้หญิงที่เป็นผู้วิเศษหรือมีอะไรพิเศษกว่าคนทั่วไป – มาเป็นพี่อ๋อ ---แล้วก็
มาเป็น ครู ซึ่งเป็นคำนิยามที่น่าจะเหมาะสมและดีที่สุดแล้วของผมในวันนี้ แต่ที่มากไปกว่านั้น พี่อ๋อเป็นครูที่ให้ทั้งข้อคิดในการดำเนินชีวิต ที่ผมสามารถ คิดต่อยอดได้เองโดยไม่มีใครมาชักลาก หรือจูง ให้ผมคิดเอง เดินเอง เลือกเอง เพื่อตัวผมเอง จากสิ่งที่ได้ฟังจากพี่อ๋อ ครูคนนี้ .......ที่เป็นผู้ให้จากใจจริง ๆ ขอขอบพระคุณนะครับ พี่อ๋อ ....แต่ขอบอกยังมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะนำมาเล่าให้ฟังอีกเยอะเลยหล่ะครับ กับการได้มีโอกาสมาอยู่ในบ้านหลังนี้ ไว้ติดตามกันไป เรื่อยๆ นะครับ
เมื่อหันมอง ลองย้อน แล้วลองคิด แล้วมาไตร่ ตรองจิต คิดเถิดหนา
ใยเราเชื่อ ใยเรารัก ใยศรัทธา เมื่อแรกพบ เจอหน้า เขาเป็นใคร
ทุกถ้อยคำ ล้วนจริง ทุกสิ่งเห็น มิได้เป็น กล่าวอ้างเกิน ให้สงสัย
ปฏิบัติชอบ ทำดี ใช่ตัวใคร กรรมดีส่ง ผลให้ ใจแจ้งเอง...(ใจเราของเรา)
ป.ล. เขียนตามที่ผมสัญญา ตามที่พอจะถ่ายทอดเรื่องราว ไว้ต่อภาคต่อไปอีกนะครับ...ครู