ในประวัติของสมเด็จพุฒาจารย์ ช่วงเวลาที่สนุกและน่ากลัวที่สุดคือช่วงเวลาของ ร. ๔ นี่ละ กล่าวถึงการพัฒนาในสมัยนี้ก่อนละกัน เริ่มจากเรามีถนนครั้งแรกก็สมัยนี้มีรถยนตืครั้งแรกก็สมัยนี้ถนนแรกที่ถูกสร้างขึ้นคือถนนอะไรทราบไหม "เจริญกรุง" แต่ที่โค้งไปมาตรงสะพานเหล็กเพราะ ร. ๔ ท่านกลัวว่าข้าศึกจะมองเห็นในตัวเมืองแล้วทำลายพระราชวังเลยทำให้มองไม่เห็นในช่วงนี้มีการเตรียมตัวถึงขนาดมีการปลูกข้าวในทุ่งสนามหลวงกันเลยทีเดียว
หลังจากทีร.๔ ทรงขึ้นครองราชสิ่งแรกที่พระองค์ทรงทำคือลื้อสนธิสัญญาต่างๆที่ได้ทำไว้กับต่างชาติแต่มีสนธิสัญญาอันหนึ่งที่ทำให้เราเป็นไทยกันอย่างทุกวันนี้เพราะการมองการไกลของพระองค์ ทรงแก้สนธิสัญญากับนาย "หันแตร" (จำได้ไหม) หรือนายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ ซึ่งสัญญาที่ถูกแก้คือสัญญาให้นำฝิ่นเข้ามาขายให้ประชาชนชาวไทย ในตอนนั้นนายหันแตรเป็นเจ้าของตึกที่คนสมัยนั้นเรียกกันว่า ตึกฝรั่ง เป็นเหมือนห้างในสมัยนี้ละ หลังจากยกเลิกสัญญา ก็บอกว่าจะไปฟ้องประเทศตนแต่กลับเงียบหายทำให้ตึกนั้นตกเป็นของรัฐ และประชาชนเราก็ติดฝิ่นน้อยลง
น้ำประปาก็เริ่มมีใช้กันในสมัยนี้ละ เกิดครั้งแรกที่ท่าวรดิฐ และเรื่องราวของ King and I ที่โด่งดังมากในต่างประเทศและเป็นหนังต้องห้ามในไทยก็เกิดขึ้นในสมัยนี้เองละ ร.๔ ทรงขอให้พระสหายหาครูมาสอนภาษาและนี่เป็นที่มาของแหม่มที่ชื่อว่า "แอนนา"
แอนนา ที เลโอโนเว่นส์ เดินทางเข้าโดยเรือ เจ้าพระยา พร้อมบุตร ๒ คนแต่บุตรีคนโตส่งกลับอังกฤษ แหม่มคนนี้นิสัยไม่ใคร่ดีเท่าไหร่จึงทะเลาะกันกับหมอแสนน่ารักของเราคือ ทานหมอบรัดเลย์ แต่ก็เพราะมีแหม่มคนนี้ทำให้ผู้คนในวังมีความรู้เรื่องภาษามากขึ้น
เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยนสมัยนั้นถึง ๕ ครั้ง
อย่างสุริยุปราคาเกิดในแผ่นดินนี้ถึง ๒ ครั้งทีเดียว ดาวหางก็มี ๒ ครั้ง ที่สำคัญในสมัยร. ๔ เรามีผู้ที่เก่งในด้านการพยากรณ์ถึง ๒ ท่านทีเดียว คนแรกคือ พระองค์ท่านเอง ส่วนอีกคนก็มิใช้ใครอื่นผู้ที่เป็นเจ้าของคำทำนายนี้เองละ
มีการประกาศบอกเหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนทราบก่อนเกิดเหตุทุกครั้งจนแม้แต่ฝรั่งเองยังกลัวเลย เรามาดูกันนะว่ามีประกาศเรื่องใดบ้าง
ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีมเมีย
ดาวหางปีระกาตรีศก ณ วันจันทร์ เดือน ๘ส่วน๘(แปลว่าอะไรไม่รู้) ขึ้น ๑ ค่ำ ปีระกาตรีศก
ประกาศสุริยอุปราชา เดือน๘ บูรพาษาฒ ปีระกาตรีศก นอกจากทำนายการเกิดแล้วยังทำนายได้ว่าจะอยู่นานแค่ไหน เช่น สุริยอุปราคาครั้งนี้เป็น อัฒคราช แต่เพราะแสงพระอาทิตย์ข่มจะเห็นพร่องกว่าอัฒคราธอยู่สักหน่อย แหว่งตรงทักษิณเมื่อเวลา ๗ โมงกับ๑๕ นาที เป็นต้น (เจ๋งไหม กษัตริย์เรา)
ประกาศดาวพระเคราะห์พุธเข้าในดวงอาทิตย์ ณวันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๒ ค่ำ ปีระกาตรีศกบอกด้วยว่า ๒๒ ปีมีคร้งหนึ่ง
นอกจากนี้ก็คือเรื่องของเงิน เงินพดด้วงที่ใช้กันมาตั้งแต่อยุธยาก็มาเลิกใช้กันในสมัยนี้ มีการประกาศใช้เงิน กะแปะอัฐและโสฬส หลังจากนั้นมีคนทำเงินปลอมเลยเริ่มมีเงินบาท สลึงและเฟื้อง (พี่อ๋อไม่ทันใช้เงินเฟื้องแต่อาม้าชอบให้ตอนเป็นเด็กชอบมากร้อยไว้เป็นเชือกเลยแต่สลึงนะทันเพราะตอนเด็กจำได้ ติมยังขายแค่ ๒ สลึงอยู่เลย เอ เดี๋ยวงีมันบอกความแก่ของเราเปล่าว้า)
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งทึ่งและรู้สึกสูญเสียพร้อมกันคือ เหตุการณ์ที่เกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทรงคำนวนไว้เมื่อปีขาลอัฐศกว่า ในปีมะโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ จะมีสุริยุปราคาจับหมดดวงเมื่อเดือนที่ ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ ซึ่งยากที่จะมองเห็นในพระราชอาณาจักร ด้วยวิธีโหราศาสตร์ได้ทรงสะสมมานานตามสารัมภ์ไทยสารัมภ์มอญ แม้แต่ตำราอังกฤษและอเมริกาหลายฉบับก็ทรงคำนวนสอบกัน ทรงให้จ้างคนในหัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ ปราณบุรี เพชรบุรี ให้สร้างพลับพลาที่หว้ากอ
ก่อนเกิดสุริยุปราคา มีประชาชนโจษขากันมากมายว่าเป็นลางร้าย แต่พระองค์ทรงให้ทำประกาศบอกว่าเป็นปรากฏการทางธรรมชาติมิใช้เรื่องไม่ดีไม่แต่มีเรื่องหนึ่งที่หาคนรู้น้อยมาก ในกาลนั้นด้วยความที่พระองค์ทรงประปรีชาสามารถในเรื่องโหราศาสตร์ ในเวลานั้นพระองค์ก็ทรงถามองค์เองว่าจะทรงถึงกาลเสด็จสวรรคตหรือไม่ เพราะพระองค์เคยผูกดวงพระชะตา ระบุไว้เช่นนั้น เมื่อพระองค์พบสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ได้รับสั่งเป็นเชิงถามว่าจะกลับมาทันหรือเปล่าก็หาทราบไม่ สมเด็จฯทราบดวงชะตาอยู่แล้วก็ถวายพระพรตอบให้พระองค์ทรงทราบเป็นนัยว่า เสด็จกลับมาทันแน่ซึ่งก็ทำให้พระองค์มีพระทัยมากขึ้น
หลังเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จกลับถึงพระนคร ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จแทบทุกคนล้มป่วยเพราะตำบลหว้ากอเป็นป่าทึบ ยุงชุมเมื่อกัดก็อาจจะเป็นไข้ป่า ไม่นานัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯก็ทรงพระประชวร ทำให้ประชาชนยิ่งเชื่อว่าเป็นลางร้าย
ในที่สุดก็เป็นไปตามที่พระองค์และสมเด็จพุฒาจารย์ได้ทำนายไว้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯมีพระชนมายุ ๖๓ พรรษา ๑๑ เดือน ๑๓ วัน พระราชสมภพเมื่อพ.ศ. ๒๓๔๗ เสวยราชย์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ เสด็จสวรรคต พ.ศ. ๒๔๑๑ มีพระราชโอรสธิดา ๒ พระองค์ก่อนขึนครองราชแต่ที่ประสูติหลังครองราชย์ ๘๒ พระองค์
และแม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจะเสด็จสวรรคตไปแล้วแต่สมเด็จพุฒาจารย์ก็ยังคงทำนายดินฟ้าอากาศต่อในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรวมทั้งพยากรณ์เรื่องต่างๆอยู่ตามเสมอ เสียดายปัจจุบันหาคนเก่งอย่างท่านมิมีเลย